ความรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากรถจักรยานยนต์รับจ้างขนส่งผู้โดยสาร

ส. บางไผ่

รถจักรยานยนต์รับจ้างที่จะกล่าวถึงในที่นี้ คือ รถจักรยานยนต์ที่ผู้ขับขี่รับจ้างขนส่ง ผู้โดยสาร ตามตรอก ตามซอย ตามถนน และในสถานที่ต่าง ๆ เกือบทุกแห่งทั่วประเทศ นับจำนวนได้เป็นแสนแสนคัน ที่มากที่สุดอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยมีการจัดแบ่ง เป็นคิวต่าง ๆ มีสัญลักษณ์ที่เห็นได้ชัด คือ ผู้ขับขี่จะสวมใส่เสื้อกั้กสีต่าง ๆ ติดหมายเลข ตามที่ผู้จัดคิวกำหนดให้ บางคิวอาจมีชื่อสถานที่ ชื่อซอย ชื่อบุคคล ชื่อ ส.ส. แม้กระทั่งชื่อพรรคการเมืองติดอยู่ที่เสื้อกั้กด้วยก็มี ในเขตสถานีตำรวจท้องที่หนึ่ง ๆ ในกรุงเทพมหานคร มีคิวรถจักรยานยนต์รับจ้างอยู่หลายคิว เริ่มตั้งแต่ 20, 30, 40, 50 ถึงร้อย ๆ คิว ก็มีผู้ขับขี่ รถจักรยานยนต์รับจ้าง เหล่านี้วิ่งรับส่งผู้โดยสารได้อย่างไร ใครเป็นผู้จัดคิว จะต้องเสียเงินค่าเข้าคิว และเสียเงินค่าธรรมเนียมรายวันหรือไม่ เท่าไร อย่างไร ให้แก่ใคร จะไม่ขอกล่าวถึง เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ประชาชนส่วนใหญ่ทราบและเข้าใจดีอยู่แล้ว

ที่จะกล่าวถึงในเรื่องนี้ก็คือ เมื่อคนขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างดังกล่าว ได้กระทำการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้ผู้โดยสาร หรือผู้อื่นได้รับความเสียหาย จากการขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแล้ว ใครบ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น นายแดงขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งมีคิวอยู่ที่ปากซอย “ อยู่ดี ” ในท้องที่ สน. “ ชื่นใจ ” ตกลงรับจ้าง นายเขียว ซึ่งมีภรรยาและบุตร 2 คน และทำงานอยู่ที่ บริษัทโทนี่บุช จำกัด ได้เงินเดือน ๆ ละ 30,000 บาท ให้นั่งซ้อนท้าย ไปส่งที่หมู่บ้าน “ ปลอดภัย ” ในราคาค่าจ้าง 80 บาท ในระหว่างทางขับไป นายแดงขับขี่รถจักรยานยนต์ ด้วยความเร็ว สูงมาก และด้วยความประมาทไม่ระมัดระวัง เป็นเหตุให้นายเขียวไปกระแทกกับเสาไฟฟ้า ได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงแก่ความตายก็ดี หรือ ทุพพลภาพ ไม่สามารถทำงาน ต่อไปได้ก็ดี ดังนี้ บุตรและภรรยา ของนายเขียว ในกรณีที่นายเขียวถึงแก่ความตาย หรือตัวนายเขียวเอง ในกรณีที่ นายเขียวทุพพลภาพ ทำให้ขาดความสามารถ ในการทำงาน ในอนาคต แล้วแต่กรณี จะเรียกร้องค่าเสียหายได้จากผู้ใดบ้าง หากจะตอบว่า เรียกค่ารักษาพยาบาลตาม พ.ร.บ. ประกันภัย เบื้องต้นได้ 50,000 บาท ส่วนที่เหลือและค่า เสียหายอื่นๆ ให้ไปเรียกร้อง เอาจากนายแดง ผู้ทำละเมิด หรือผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย หาก นายแดงไม่มีจะจ่ายก็จบกัน แค่นั้น ผมคงไม่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะเป็นเรื่องที่คนส่วนมากทราบดีอยู่แล้ว

ที่เขียนเรื่องนี้ก็เพื่อแสดงความคิดเห็นให้ทราบว่า นอกจากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแล้ว ยังมีบุคคลอื่น หรือหน่วยงานอื่น ที่อาจต้องรับผิดชอบ ในความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจาก การขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ขนส่งผู้โดยสารด้วยหรือไม่ เพราะเหตุใด

ก่อนจะวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าว ขอยกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้บางตอนมาอ้าง เพื่อความเข้าใจและเป็นแนวทาง ดังนี้

พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522

มาตรา 4 (1) “ การขนส่ง ” หมายความว่า การขนคน สัตว์ หรือสิ่งของโดยทางบกด้วย

มาตรา 4 (9) “ รถ ” หมายความว่า ยานพาหนะทุกชนิดที่ใช้ในการขนทางบกซึ่งเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น และหมายความรวมตลอดถึงรถพ่วงของรถนั้นด้วย เว้นแต่รถไฟ

มาตรา 23 บัญญัติไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบการขนส่งประจำทาง การขนส่งไม่ประจำทาง การขนส่งโดยรถขนาดเล็ก หรือการขนส่งส่วนบุคคล เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน

มาตรา 126 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 23 ( คือประกอบการขนส่งโดยไม่ได้รับอนุญาต) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึง หนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 92 ประกอบมาตรา 93 เมื่อพิจารณาจาก 2 มาตรานี้แล้ว ได้ความว่า ห้ามมิให้ผู้ใดปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถขนส่ง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน

มาตรา 151 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 93 คือ ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถขนส่งโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 112 ผู้โดยสารต้องชำระค่าขนส่งและค่าบริการอย่างอื่นตามอัตราที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา 159 ผู้ใดเรียกเก็บค่าขนส่ง ค่าบริการรับจัดการขนส่ง ค่าบริการเกี่ยวกับการดำเนินการของสถานีขนส่ง หรือค่าบริการอื่น ผิดไปจากอัตราที่คณะกรรมการกำหนด ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

มาตรา 52 ผู้ได้รับอนุญาตประกอบการขนส่งประจำทาง ผู้ได้รับอนุญาตประกอบการขนส่งไม่ประจำทาง และผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งโดยรถขนาดเล็ก ต้องวางหลักทรัพย์เป็นเงินสดหรือพันธบัตรรัฐบาลไทย อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างร่วมกัน ต่อนายทะเบียนกลางเพื่อประกันความเสียหาย อันเกิดแก่ชีวิต หรือร่างกายของบุคคลภายนอก และซึ่งผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งจะต้องรับผิดชอบเนื่องจากการขนส่งของตน ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ และตามจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 57 เมื่อผู้เสียหายหรือทายาทในกรณีที่ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ประสงค์จะได้รับชดใช้ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น ให้ยื่นคำขอตามแบบที่กรมตำรวจ (เปลี่ยนชื่อ เป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) กำหนดต่อพนักงานสอบสวน โดยแสดงพยานหลักฐานว่าผู้เสียหายได้รับความเสียหาย จากรถของผู้ได้รับใบอนุญาต ประกอบการขนส่ง ให้พนักงานสอบสวนพิจารณาจากสำนวนการสอบสวน และเมื่อเห็นว่า ความเสียหายได้เกิดขึ้นจากรถของผู้ได้รับอนุญาตประกอบการขนส่งคนใด ให้มีหนังสือ สั่งให้ ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งซึ่งเป็นเจ้าของรถคันนั้น ชดใช้ค่าใช้จ่ายเบื้องต้ตามจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวง ในการนี้ ให้แจ้งให้นายทะเบียนกลางทราบ โดยเร็วด้วย

ในการสั่งของพนักงานสอบสวนดังกล่าว พนักงานสอบสวนต้องพิจารณาสั่งภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ

ในการชดใช้ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งต้องชำระภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งจากพนักงานสอบสวน

จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า “ รัฐ ” ห่วงใยในความปลอดภัยของผู้โดยสารและผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการขนส่ง จึงออก กฎหมายบังคับให ้ผู้ประกอบการ ขนส่งรวมทั้งผู้ขับขี่ยานพาหนะ ที่ใช้ในการขนส่ง ต้องได้รับอนุญาต จากเจ้าพนักงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากฝ่าฝืนมีความผิดทางอาญา ถึงขั้นมีโทษจำคุก ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งได้กำหนดให้ผู้ประกอบการขนส่งต้องวางหลักประกันในการขนอนุญาต ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า เมื่อเกิดความเสียหาย กับผู้โดยสารหรือบุคคลอื่น อันเนื่องจากการขนส่งแล้ว ผู้เสียหายจะต้องได้รับการชดใช้ค่าเสียหาย และอีกทั้งยังกำหนด ให้เป็นหน้าที่ ของพนักงานสอบสวน ที่จะต้องเป็นผู้พิจารณาและดำเนินการให้ผู้เสียหายได้รับการชดใช้ค่าเสียหายด้วย

ถามว่า รถจักรยานยนต์รับจ้างขนส่งผู้โดยสารดังกล่าว ได้รับใบอนุญาตประกอบการ ขนส่ง และผู้ขับขี่ได้รับใบอนุญาตขับรถขนส่งหรือไม่ จากข้อเท็จจริง ที่ตรวจสอบได้มา และจากการสอบถามกรมการขนส่งทางบก ปรากฏว่ากรมการขนส่งทางบกไม่เคยอนุญาตให้รถจักรยานยนต์รับจ้าง ประกอบกิจการขนส่ง และไม่เคยออกใบอนุญาตให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างขับรถขนส่ง ดังนั้น ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ขนส่งผู้โดยสารที่วิ่งรับจ้างอยู่ทุกวันนี้ ล้วนกระทำความผิด ทางอาญามีโทษ ทั้งจำคุกและโทษปรับ จึงมีปัญหาต่อไปว่า ใครมีหน้าที่ในการห้ามปรามและจับกุมผู้กระทำผิดทางอาญาเหล่านี้ คำตอบที่แน่นอน คือ เจ้าพนักงานตำรวจ ในทุกท้องที่ ที่มีการกระทำความผิด โดยไม่จำต้องให้มีผู้มาร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ เพราะความผิดตาม พ.ร.บ. การขนส่งทางบก เป็นความผิด ที่กระทำต่อ “ รัฐ ” อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน เมื่อพบเห็น การกระทำความผิด เจ้าพนักงานตำรวจ ในท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้น จับกุมสอบสวน และดำเนินคดีต่อไปได้ และเชื่อว่าคงไม่มีเจ้าพนักงานตำรวจในท้องที่ใด จะปฏิเสธว่า ในท้องที่ของตนไม่มีรถจักรยานยนต์รับจ้าง หรือไม่ เคยเห็นรถจักรยานยนต์รับจ้าง ในท้องที่ของตน อย่างแน่นอน

ข้อที่ต้องพิจารณาต่อไปมีว่า เมื่อรู้เห็นการกระทำความผิดดังกล่าวแล้ว ไม่จับกุมดำเนินคดี จะมีผลอย่างไร และจะต้องรับผิดชอบอย่างไร ในเรื่องนี้ ประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 157 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัต ิหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุก หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพัน บาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จากบทบัญญัติดังกล่าว ทำให้เห็นได้ว่า เมื่อทราบว่า มีความผิดเกิดขึ้น และรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ไม่จับกุมดำเนินคดี เจ้าพนักงานตำรวจในท้องที่ ที่พบเห็นการกระทำ อาจมีความผิดฐาน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ เพราะผลของการไม่จำกุมดำเนินคดี ทำให้มีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างขนส่งผู้โดยสาร ซึ่งอาจไปก่อให้เกิดความเสียหายให้กับผู้โดยสาร หรือผู้อื่นได้ แต่ก็เชื่อได้แน่นอนว่า คงไม่มีเจ้าพนักงานตำรวจคนใด จับเจ้าพนักงานตำรวจด้วยกัน เพื่อดำเนินคดีตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ดังกล่าว เพราะไม่รู้ใครจะจับใคร ซึ่งไม่สำคัญ เพราะคำตอบหรือความเห็นในการเขียนเรื่องนี้ แต่ผลของการเป็นผู้ละเว้น การปฏิบัติหน้าที่อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 นี้ อาจมีผลทำให้ ต้องรับผิดในทางแพ่ง ต่อผู้ได้รับความเสียหาย ที่เกิดจาก ผู้ขับขี่ รถจักรยานยนต์รับจ้าง ดังจะกล่าวต่อไป

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใด จงใจ หรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นใด โดยผิดกฎหมาย ทำให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการ นั้น

การที่เจ้าพนักงานตำรวจละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่ห้ามปราม ไม่จับกุมผู้ขับขี่ รถจักรยานยนต์รับจ้าง ขนส่งคนโดยสารที่กระทำความผิดทางอาญา ซึ่งบัญญัติไว้เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้โดยสารและบุคคลอื่น ปล่อยปละละเลย ให้มีการขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ขนส่งผู้โดยสารโดยละเมิดต่อบทบัญญัต ิของกฎหมาย เป็นประจำตลอดเวลา ทุกท้องที่ จนเป็นเหตุไปก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้โดยสารหรือบุคคลอื่นเช่นนี้ พอถือได้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจ ผู้ละเว้น การห้ามปรามจับกุมดังกล่าว เป็ผู้กระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 ซึ่งจะต้องร่วมชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วย ซึ่งในกรณีตามตัวอย่างข้างต้น ผู้กำกับ สน. “ ชื่นใจ ” จะต้องรับผิดในความเสียหายที่นายเขียวและครอบครัวได้รับด้วย เมื่อผู้กำกับ สน. “ ชื่นใจ ” ต้องรับผิดแล้ว “ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ” ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดชอบต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่ สน. “ ชื่นใจ ” เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5824/2543 ระหว่าง นายสมคิด อาทร โจทก์ กรมตำรวจ จำเลย ด้วย

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตในแง่มุมของนักกฎหมายธรรมดา ที่มีความรู้เพียงเล็กน้อยคนหนึ่ง โดยมิได้มุ่งร้ายต่อผู้ใด และท้ายที่สุดขอให้แง่คิดเห็นในการนี้ว่า “ อย่าคิดแต่ความรับชอบอย่างเดียว ให้คิดถึงความรับผิดชอบไว้ด้วย ”

หมายเหตุ วิธีการเดียวกันนี้ อาจนำไปใช้ในกรณีของรถรับจ้าง กระป๋อง กระแป๋ง หรือรถรับจ้างขนส่งผู้โดยสารเถื่อนอื่น ๆ

*ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวันไทยโพสต์ ฉบับลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2546

กลับไปด้านบนกลับด้านบน

ติดต่อชนินาฏอีเมลชนินาฏนะคะchaninatz@yahoo.co.th