กรณีเกิดเหตุที่ตากใบ

ส. บางไผ่

บทความนี้ผู้เขียนซึ่งรู้เรื่องกฎหมายเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เขียนขึ้นเพื่อแสดงความคิดเห็นในแง่กฎหมายตามข้อเท็จจริง ที่ฟังได้จากสื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ ข่าวทางโทรทัศน์และสื่ออื่น ๆ รวมทั้ง จากข้อความที่วุฒิสมาชิกบางท่านได้ไปสอบถามจากผู้ต้องหา โดยผู้เขียนมิได้มีเจตนาที่จะให้ร้ายผู้ใดรวมทั้งไม่มีเจตนาที่จะยุยงส่งเสริมหรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยจะเน้นเฉพาะ ความคิดเห็น ในแง่กฎหมายตามความเป็นธรรมที่ผู้ต้องหาและผู้เสียหายควรจะได้รับ

ในกรณีดังกล่าวข้างต้น ข้อเท็จจริงในวันเกิดเหตุฟังได้ว่ามีผู้ต้องหาที่ไป ประท้วงและก่อความไม่สงบรวมทั้งผู้มุงดูถูกจับกุมเป็นผู้ต้องหาจำนวนประมาณ ๑,๓๐๐ คนเศษ โดยผู้ต้องหา ที่ถูกจับกุมถูกบังคับให้ถอดเสื้อนอนคว้ำหน้าและถูกมัดมือไขว้หลังหลังจากนั้นมีคำสั่งให้ขนย้ายผู้ต้องหาดังกล่าวทั้งหมดไปควบคุมไว้ที่ค่ายทหารในจังหวัดปัตตานีซึ่งมีระยะห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร ต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณ ๓ ชั่วโมง วิธีการขนย้ายผู้ต้องหาดังกล่าวใช้วิธีจับโยนผู้ต้องหาขึ้นไปให้นอนคว่ำหน้ากับพื้นรถขนส่งของทหาร โดยที่มือยังคงถูกมัดไขว้หลังอย ู่และให้นอนคว้ำหน้าทับกัน เรียงขึ้นไปประมาณ ๔ ถึง ๕ ชั้น จากนั้นใช้ผ้าใบคลุมผู้ต้องหาที่นอนคว้ำหน้าทับกันดังกล่าวและมีทหารนาวิกโยธินกับทหารพรานนั่งทับบนผ้าใบ แล้วขับรถขนส่ง เคลื่อนย้ายไปจนถึงสถานที่คุมขัง เมื่อไปถึงปรากฏว่ามีผู้ต้องหาขาดอากาศหายใจถึงแก่ความตาย ๗๙ คน

จากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ในการขนส่งผู้ต้องหาดังกล่าว ย่อมทำให้ ผู้ออกคำสั่งและผู้ควบคุมตัวไปตามวิธีดังกล่าวเล็งเห็นได้ว่า ผู้ต้องหา ที่นอนคว้ำหน้า อยู่ชั้นล่างโดนผู้ต้องหาชั้นบน อัดทับถม รวมทั้งช่วงเวลา รถบรรทุกแล่นไป ย่อมจะต้องมีแรงกระแทก ของรถบรรทุกอันจะเป็นการเพิ่มแรงกดทับ ผู้ต้องหาชั้นล่าง ๆ ซึ่งถูกอัดทับอยู่ เป็นเวลานานถึง ๓ ชั่วโมงเศษ เมื่อพิเคราะห์ข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบข้อเท็จจริง ที่ว่า ในวันเกิดเหตุผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวไปเป็นคนอิสลามอยู่ในระหว่างการถือศีลอด ไม่สามารถรับประทานอาหารและดื่มน้ำในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก จึงย่อมทำให้ขาดแรง และอ่อนเพลีย มากกว่าคนปกติธรรมดา จากพฤติการณ์ดังกล่าว ทั้งหมด จึงทำให้ผู้ดำเนินการ ควบคุมตัวไป เล็งเห็นได้ล่วงหน้า แล้วว่า อาจมีผู้ถูกควบคุมตัวไปบางคน ถูกแรงกดทับ ขาดอากาศหายใจ ถึงแก่ความตายได้ ต่อมาเมื่อปรากฏว่าผู้ถูกควบคุมตัว ๗๙ คนถึงแก่ความตายเพราะถูกกดทับจนขาดอากาศหายใจถึงแก่ความตาย การกระทำ ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการดำเนินการ ควบคุมตัวไป จึงมีความผิดฐาน ฆ่าคนตายโดยเจตนา โดยย่อมเล็งเห็นผลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๕๙ ซึ่งความผิดดังกล่าว เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน เมื่อทราบเหต ุพนักงานสอบสวน ย่อมทำการสอบสวน ความผิดได้เอง โดยไม่ต้องมีผู้ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ สำหรับผู้ใช้ให้ใช้วิธีการควบคุมไปด้วยวิธีการดังกล่าวย่อมมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ อีกทั้ง หากจากการสอบสวน ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีผู้บังคับบัญชา ระดับสูง เป็นผู้สั่งการ ให้ใช้วิธีการขนส ่งผู้ต้องหาตาม วิธีการดังกล่าว ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงดังกล่าว มีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ ก็ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการเช่นเดียวกัน

ในกรณีข้างต้นเชื่อได้ว่าคงไม่มีหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกล้าดำเนินการแน่นอน แต่ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน ภรรยาของผู้ที่ถึงแก่ความตาย ก็ถือเป็นผู้เสียหาย สามารถดำเนินการร้องทุกข ์ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้กระทำการสอบสวน ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดหรือจะไปฟ้องต่อศาลด้วยตนเองก็ได้แต่เชื่ออีกว่าในขณะนี้ผู้เสียหายดังกล่าวคงไม่มีใครกล้าที่จะไปร้องทุกข์หรือฟ้องต่อศาลเพราะมีความกลัวว่าอาจมีภัยถึงตนเอง จะอย่างไรก็ตามการกระทำความผิดในเรื่องนี้มีอายุความฟ้องร้องถึง ๒๐ ปี ผู้เสียหายดังกล่าวจึงชอบที่จะรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ เช่น ภาพถ่ายในวันเกิดเหตุ ภาพถ่ายในวิธีการขนย้ายผู้ต้องหา ข้อเท็จจริงจากสื่อต่าง ๆ ชื่อที่อยู่ของพยานบุคคลผู้เห็นเหตุการณ์ ชื่อที่อยู่ของผู้ต้องหา ที่ถูกควบคุมตัวไป แต่ไม่ถึงแก่ความตายไว้เพื่อดำเนินการร้องทุกข์หรือฟ้องร้องเองในเวลาและโอกาสอันสมควรต่อไป และไม่ถือว่าการดำเนินการดังกล่าวของผู้เสียหายเป็นการแก้แค้นหรือล้างแค้นหรือไม่หวังดี เพราะเป็นสิทธิของผู้เสียหายที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้บังเกิดความเป็นธรรมตามที่ควรจะเป็นได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือหากมีความผิดเกิดขึ้นจริงผู้กระทำความผิดก็ควรต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายเช่นเดียวกันโดยไม่มีข้อยกเว้น

ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปมีว่า คดีนี้หากมีการฟ้องร้องจะต้องฟ้องต่อ ศาลทหารหรือศาลพลเรือน โดยปกติในกรณี ทหารกระทำความผิด อาญาโดยลำพัง ต้องฟ้องต่อศาลทหาร ซึ่งผู้เสียหายฟ้องเองไม่ได้ ต้องร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวน แล้วส่งเรื่องให้อัยการศาลทหาร ฟ้องต่อศาลทหารต่อไป แต่คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจร่วมกระทำความผิดอยู่ด้วย จึงต้องฟ้องรวมกันที่ศาลพลเรือน ซึ่งผู้เสียหายสามารถฟ้องเองได้ และหากจะอ้างว่า ความผิดในคดีนี้ เกิดขึ้นระหว่าง ประกาศใช้กฎอัยการศึก ต้องฟ้องต่อศาลทหารนั้น ก็ปรากฏว่า ในวันเกิดเหต ุได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกเฉพาะที่ตากใบ แต่ผู้ต้องหา ถึงแก่ความตาย ระหว่างการเดินทาง ไปจังหวัดปัตตานี และพบการกระทำความผิด ที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งในขณะนั้น จังหวัดปัตตาน ีไม่ได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก เมื่อพบความผิดที่จังหวัดปัตตานี จึงทำการสอบสวนและฟ้องคดีที่ศาลพลเรือนในจังหวัดปัตตานีได้

ท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนขอฝากความเห็นส่วนตัวไว้ว่า ความรุนแรงหรือ ความแค้น รวมทั้ง การใช้วิธีการ ปราบปรามอย่างรุนแรง ไม่สามารถแก้ปัญหาของ บ้านเมืองได้ ขอให้จำไว้ว่า ชาติที่ดีที่สุด ต้องเป็นชาติที่มีความเป็น ธรรมและต้องปกครอง ด้วยความเป็นธรรม ชาติจะอยู่รอดได้ก็ด้วยความเป็นธรรม ความเป็นธรรมในที่นี้มีความหมายกว้างว่า ความเป็นธรรมในสังคมทุกเรื่อง ไม่เฉพาะแต่ ในด้านกฎหมาย แต่เพียงอย่างเดียว ตามพระราชปรารภ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงจารึกไว้ในหิรัญบัตร ซึ่งขณะนี้เก็บรักษาไว้ท ี่สถาบันพัฒนาข้าราชการศาลยุติธรรมว่า “ การยุติธรรมอันเดียว เป็นการสำคัญ ที่ยิ่งใหญ่ เป็นหลักหรือเป็นประธาน ถ้าจัดได้ดีขึ้นเพียงใด ประโยชน์ความสุข ของราษฎรก็จะเจริญยิ่งขึ้นเท่านั้น”

กลับไปด้านบนกลับด้านบน

ติดต่อชนินาฏอีเมลชนินาฏนะคะchaninatz@yahoo.co.th