ถอดรูปรัฐธรรมนูญสิ่งที่ประชาชนควรรู้

ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง

ปัจจุบันประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (ฉบับที่ 16) ใช้เป็นหลักในการปกครอง โดยถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งเป็นผลจากความต้องการของประชาชนโดยผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพื่อต้องการแก้วงจรอุบาทว์ อันได้แก่ กรณีที่นักการเมืองบางคนเมื่อได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. โดยวิธีการซื้อสิทธิขายเสียงของประชาชน ครั้นเป็นรัฐมนตรีก็ใช้อำนาจทุจริตกอบโกยผลประโยชน์เป็นส่วนตน ทำให้ประชาชนและประเทศชาติเสียหาย เป็นเหตุให้อำนาจนอกระบบซึ่งเป็นส่วนใหญ่จะเป็นทหาร เข้ามายึดอำนาจรัฐ ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ และบริหารเสียคงแต่อำนาจตุลาการไว้ แล้วทำการปกครองไปได้ ไม่นาน ประชาชนก็ลุกขึ้นต่อสู้ขับไล่ เพื่อให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. ขึ้นใหม่ เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ก็ได้บุคคลที่เข้ามาเป็น ส.ส.เป็นรัฐมนตรีในลักษณะเดิมอีกวนเวียนกันอยู่เช่นนี้เรื่อยไปจนทำให้ปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอ่อนแอลงยุงยุทธ แสงรุ่งเรือง , รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเพื่อประชาชนจริงหรือ ? , กฎหมายน่ารู้ เล่ม 2 ศาลจังหวัดนครพนม, (ร้อยเอ็ด : เอส.ซี.พี.โพพิชชิ่ง, 2540) หน้า 12 (1)

นับแต่มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจนถึงช่วงเดือนมกราคม ถึงกุมภาพันธ์ 2549 ได้เกิดวิกฤตทางการเมือง เช่น การที่คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ร่วมกันลงชื่อ “ บัญชีหางว่าว ” ในจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะหมดความชอบธรรมอันเนื่องมาจากปัญหาจริยธรรม บท นำมติชน, ขัดแย้ง-แตกต่างในความเห็น, หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน (ปีที่ 29 ฉบับที่ 10197 9 กุมภาพันธ์ 2549) หน้า (2) มีกลุ่มเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศเป้าหมายหลัก 3 ประการโดยรวมถึง การปฏิรูปการเมือง ปิดบัญชีงวดแรกลากไส้ ‘ ทักษิณ ' , หนังสือพิมพ์โพส์ทูเดย์ (ปีที่ 4 ฉบับที่ 1102 12 กุมภาพันธ์ 2549) หน้า A 1(3) ขณะเดียวกัน ก็มีพ่อค้า ประชาชน ข้าราชการ จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งในภูธรและเมืองกรุง ต่างก็มาให้กำลังใจ พ.ต.ท.ทักษิณ กันอย่างเอิกเกริก เกณฑ์ไม่หยุด ม็อบเชียร์ทะลักทำเนียบฯ , หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ (ปีที่ 3 ฉบับที่ 1100 10 กุมภาพันธ์ 2549) หน้า A (4)และแม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เสนอทางออกเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองอันตึงเครียดในขณะนี้ โดยสอบถามประชาชนทั่วประเทศว่า พร้อมจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณเห็นว่าน่าจะทำประชาพิจารณ์ ซึ่งทำไปพร้อมๆ กับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 เมษายนนี้ ใครคิดจะแก้ไขมาตราไหน ประเด็นใด ให้เสนอไปด้วย หรือจะตั้งเว็บไซต์ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น ถ้าเป็นเรื่อง ที่มีเหตุผล ควรต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมจะให้แก้ ประชาพิจารณ์, หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน (ปีที่ 29 ฉบับที่ 10198 10 กุมภาพันธ์ 2549) หน้า 14(5) ดังนั้นก่อนที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งอาจมีการทำประชาพิจารณ์ จากประชาชน การทำประชาพิจารณ์ เป็นการเปิดโอกาส ให้มีการอภิปราย ตำหนิ ชี้แนะ แก้ไข ให้ร่างรัฐธรรมนูญมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนคนไทยจะต้องเข้าใจระบบการปกครองแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเสียก่อน ซึ่งเป็นระบบการปกครองสากลระบบหนึ่งของโลกจึงจะทำให้ประชาพิจารณ์ได้ถูกต้องเสมือนหนึ่งซ่อมแซมบ้าน ก็ต้องรู้ว่าบ้านมีลักษณะอย่างไรมีจุดเสียอยู่ตรงไหน จึงจะทำให้การซ่อมแซมบ้านเป็นไปได้อย่างผลดี ผู้เขียนเคยได้เข้าร่วมทำประชาพิจารณ์การร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2540 และได้ถือโอกาสสอบถามประชาชนผู้อยู่ในห้องประชุมประชาพิจารณ์นั้น ปรากฏว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งยอมรับว่าไม่รู้ระบบการปกครองของไทยในปัจจุบัน ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง , เรื่องเดิม, หน้า 12(6) ดังนั้น จึงขอกล่าวถึงระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยและระบบของประเทศไทย ที่ใช้อยู่อันจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านในการทำประชาพิจารณ์และร่วมกันแก้ไขปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบ่งได้ 2 ระบบ

1. ระบบรัฐสภาโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

2. ระบบประธานาธิบดี

1. ระบบรัฐสภาโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประเทศที่อยู่ในระบบนี้ได้แก่ประเทศอังกฤษและในเครือจักรภพ ประเทศในทวีปเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น โดยมีหลักการให้ประชาชน เลือกตัวแทน เรียกว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติและร่วมตกลงจัดตั้งฝ่ายบริหาร (ปกติพรรคการเมืองที่มี ส.ส. เสียงข้างมากในสภา จะเป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพในการทำงาน) และฝ่ายบริหารจะเสนอชื่อบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิเป็นวุฒิสภาให้พระมหากษัตริย์แต่งตั้งทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายที่ผ่านจากสภาผู้แทนราษฎรมีการคานและดุลกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารคือ

ฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่ออกกฎหมายพิจารณางบประมาณ (เงินภาษีประชาชน) และจัดสรรงบประมาณให้ฝ่ายบริหารนำไปใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจฝ่ายบริหาร(รัฐบาล)

ฝ่ายบริหาร มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินโดยมีเจ้าหน้าหน้าที่ ซึ่งได้แก่ข้าราชการประจำตามกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เป็นผู้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายที่ออกจากฝ่ายนิติบัญญัติและเป็นไปตามนโยบายที่แถลงต่อสภา

ฝ่ายตุลาการ จะเป็นระบบศาลเดี่ยวคือศาลยุติธรรมดำเนินการพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปตามกฎหมายทั้งองค์กรศาลก็จัดตั้งตามกฎหมายที่ออกจากฝ่ายนิติบัญญัติและใช้งบประมาณในการดำเนินการที่ได้รับการจัดสรรจากฝ่ายนิติบัญญัติ

ประมุขของประเทศ คือ พระมหากษัตริย์ซึ่งสืบทอดกันมาแต่โบราณตามราชประเพณีเป็นที่รักและบูชาถือเป็นศูนย์รวมดวงใจของคนในชาติ

ประเทศไทย ก็ปกครองในลักษณะดังกล่าวกล่าวคือมีการแบ่งใช้อำนาจประชาธิปไตยเป็น 3 ฝ่าย แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันมีข้อแตกต่างในรายละเอียด

2. ระบบประธานาธิบดี อาจกล่าวได้ว่าเป็นระบบแบ่งแยกอำนาจนิติบัญญัติและบริหารออกจากกันโดยฝ่ายนิติบัญญัติ คือ สภาผู้แทนราษฎร และบางประเทศก็มีสภาสูง (วุฒิสภา) อันมาจากตัวแทนของมลรัฐในสัดส่วนแต่ละมลรัฐมีวุฒิสมาชิกเท่ากัน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนในมลรัฐนั้นประเทศที่ใช้ระบบนี้ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา

ฝ่ายบริหาร ได้แก่ ประธานาธิบดีเป็นหัวหน้า ไม่ได้มาจากการตกลงจัดตั้งของ ส.ส. แต่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เหตุผลก็เพราะนอกจากประธานาธิบดีจะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารแล้ว ยังดำรงฐานะเป็นประมุขของประเทศด้วยที่ประชาชนจะต้องยอมรับจึงจำเป็นต้องให้ประชาชนเลือกตั้ง ซึ่งผู้ได้รับเลือกนั้น จะต้องได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในประเทศ ในระบบนี้ ประชาชนจะต้องเข้าใจระบบการเมือง ให้ถ่องแท้มิฉะนั้นจะทำให้เกิดความแตกแยกของประชาชนในชาติได้ เช่น มีผู้สมัครเป็นประธานาธิบดี 2 คน ได้แก่ นาย ก. และนาย ข. ผลการเลือกตั้งประชาชนเลือก นาย ก. เป็นจำนวนร้อยละ 55 และประชาชนเลือกนาย ข. ร้อยละ 45 ผลทำให้นาย ก. เป็นประมุขของประเทศตามความเห็นชอบของประชาชนร้อยละ 55 ประชาชนอีกร้อยละ 45 จะต้องยอม นาย ก. เป็นประมุขด้วย หากไม่ยอมรับจะก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น ถึงขนาดแบ่งแยกออกเป็น 2 รัฐ อันได้แก่ รัฐหนึ่งมีนาย ก. เป็นประมุข และอีกรัฐหนึ่งมีนาย ข. เป็นประมุข

ในระบบประธานาธิบดีนี้ ประธานาธิบดีสามารถแต่งตั้งผู้พิพากษาได้ เพราะถือว่าประธานาธิบดีคือประมุขของประเทศจึงมีบางท่านกล่าวว่าในประเทศที่ปกครองแบบประธานาธิบดีมีการแบ่งใช้อำนาจอธิปไตยเป็น 2 อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร และโดยทั่วไป ผู้พิพากษาในระบบประธานาธิบดีล้วนมาจากระบบแต่งตั้งทั้งสิ้น โดยบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งได้พิสูจน์ตนเองว่ามีความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริตเพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาได้ ในสายตาประชาชน

เมื่อกล่าวถึงตอนนี้ คงจะเป็นที่เข้าใจแล้วว่า ในระบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและระบบประธานาธิบดีนั้น มีลักษณะอย่างไร แต่ละระบบมีที่มาที่ไป มีเหตุผลเกี่ยวเนื่องกัน เพื่อมุ่งไปสู่จุดหมายนำพาประเทศชาติ และประชาชนไปสู่ความเจริญก้าวหน้า สงบสุข แต่เหมาะสมกับประเทศใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับประวัติความเป็นมาของชนในชาตินั้น วัฒนธรรม ประเพณี นิสัยใจคอของคนในชาตินั้น ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง , เรื่องเดิม, หน้า 13-15(7)

ต่อไปนี้ขอกล่าวถึงโครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับเดิม (ฉบับที่ 15) กับโครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ฉบับที่ 16) เพื่อให้เห็นอดีต และปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาการเมือง

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 ฉบับที่ 15 บ่งบอกการปกครองของประเทศอยู่ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็น 3 ฝ่าย คือ

1. ฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วยวุฒิสภา มาจากการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒินายกรัฐมนตรี แล้วถวายรายชื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งมาจากเลือกตั้งของประชาชน

2. ฝ่ายบริหาร คือ รัฐบาล ประกอบด้วย คณะรัฐมนตรีโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า มาจากการก่อตั้งของ ส.ส. เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และเป็นเหตุให้ประชาชนทั้งประเทศยอมรับรัฐบาลเพราะถือว่าถูกจัดตั้งจาก ส.ส. ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนทั้งหมด ไม่เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน (ไม่ใช้ระบบเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงเพราะผู้ที่ได้รับเลือกถือไม่ได้ว่าประชาชนทั้งหมดยอมรับ เช่น การสมัครรับเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี นายก ก. ได้ร้อยละ 40 นาย ข. ได้ร้อยละ 30 นาย ค. ได้ร้อยละ 30 จาก ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งอาจเกิดความแตกแยกของคนในชาติได้)

3. ฝ่ายตุลาการ มีการก่อตั้งและสืบการดำเนินงานจากประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบันโดยใช้ระบบเปิดให้ประชาชนทั่วไปมีสิทธิเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา โดยจะต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและผ่านการสอบแข่งขัน ผ่านการอบรม ทั้งนี้อยู่ในความควบคุมของคณะกรรมการตุลาการ แล้วได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ ไม่ได้ใช้ระบบการแต่งตั้ง ตั้งแต่ต้นอันเป็นระบบอุปถัมภ์ ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง ,ผลกระทบจากอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาต่อความเป็นกลางของศาลยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ,งานวิจัยหลักสูตร ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่นที่ 4 วิทยาลัยการยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม,พ.ศ. 2548 หน้า 22-23(8)

อำนาจทั้งสามนี้ อำนาจนิติบัญญัติและบริหารเป็นอำนาจที่เกี่ยวเนื่องและดำเนินงานอย่างเด่นชัด กระทบต่อสิทธิ หน้าที่ของประชาชนโดยตรง มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติ หากอำนาจใดอำนาจหนึ่งมีอยู่เหนืออีกอำนาจหนึ่งก็จะเป็นผลเสีย จึงเกิดระบบคานและดุลอำนาจกรณีความเห็นไม่ตรงกันมีข้อโต้แย้งว่าฝ่ายบริหารปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องทำให้ประชาชนเดือดร้อน ฝ่ายนิติบัญญัติได้แก่ ส.ส. ซึ่งปกติจะเป็น ส.ส.ฝ่ายค้านก็สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจฝ่ายบริหารได้ และถ้ามีการลงคะแนนเสียงแล้ว เสียง ส.ส.ในสภาเกินกึ่งหนึ่งไม่ไว้วางใจ ฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) นั้นก็หมดสิทธิจะทำงานต่อไป แต่ฝ่ายบริหารโดยนายกรัฐมนตรีก็สามารถจะใช้วิธีการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจ ถ้าประชาชนเห็นชอบกับการทำงานของรัฐบาล ประชาชนก็จะเลือก ส.ส.ที่สังกัดพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลนั้นเข้ามาอีก เป็นรัฐบาลต่อไป แต่ถ้าประชาชนไม่เห็นชอบกับการทำงานของรัฐบาล ประชาชนก็จะเลือก ส.ส. ที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้านเข้ามาแทนเพื่อจัดตั้งเป็นรัฐบาลประชาชนก็จะเลือก ส.ส.ที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้านเข้ามาแทนเพื่อจัดตั้งเป็นรัฐบาลใหม่ แต่ทั้งนี้ทุกรัฐบาลจะมีระยะเวลาในการบริหารประเทศคราวละไม่เกิน 4 ปี แล้วจะมีการเลือกตั้ง ส.ส. และดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลใหม่* ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง, เรื่องเดิม, กฎหมายน่ารู้ เล่ม 2 ศาลจังหวัดนครพนม หน้า 14(9)

ระบบคานและดุลอำนาจระหว่างอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารนั้น ใช้ได้ผลดีในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ แต่ในประเทศไทยหลักการดังกล่าวกลับมีปัญหา ไม่อาจนำมาใช้ได้ดีเท่าที่ควร ทั้งนี้อาจเป็นเพราะวิวัฒนาการการเมือง การปกครองแบบระบบประชาธิปไตยนี้โดยเนื้อแท้แล้วประชาชนชาวไทยไม่ได้มีส่วนร่วมมาแต่แรกในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิ เสรีภาพของตน เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยเฉพาะความรักหวงแหนในสิทธิ เสรีภาพของประชาชนเอง เมื่อมีการนำระบอบประชาธิปไตยมาใช้ในเรื่องการตรวจสอบฝ่ายบริหารโดยฝ่ายนิติบัญญัติก็มีปัญหามาโดยตลอดอย่างน้อย 2 ประการ คือ การพยายามทำให้การไม่ไว้วางใจทางการเมืองซึ่งไม่ต้องมีหลักฐานแน่ชัด กลายเป็นการต้องพิสูจน์พยานหลักฐาน ( “ ใบเสร็จ ” ) ที่แน่ชัดกลางสภา ซึ่งกระทำได้ยากหรือไม่ได้เลย เป็นเหตุให้ผู้ที่ไม่สมควรไว้วางใจให้บริหารต่อไปยังคงอ้างความไม่มีหลักฐาน ทำให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ประการหนึ่งและในการไม่ไว้วางใจนั้น มีการกล่าวหาว่าทุจริตและคนส่วนใหญ่คล้อยตาม แต่รัฐบาลยังคงชนะเสียงไม่ไว้วางใจโดยไม่มีการพิสูจน์ถูกผิดให้กระจ่าง เป็นผลให้คนที่ประชาชนไม่ไว้วางใจอยู่ในตำแหน่งต่อไป และคนที่อาจบริสุทธิ์ก็มีมลทินโดยไม่มีโอกาสพิสูจน์* คณะกรรมาธิการประชาสัมพันธ์ สภาร่างรัฐธรรมนูญ , ประชาชนได้อะไรจาก (ร่าง) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย , ฉบับประชาชน สิงหาคม 2540, (กรุงเทพฯ ,2540), หน้า 11(10) อันมีผลให้เกิดการคอรัปชั่นทุกระดับชั้น นับแต่ฝ่ายการเมืองลงไปจนถึงภาเอกชน ทำให้ประเทศชาติเสียหายเป็นอันมาก และเมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำโดยคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนได้ปฏิรูปการเมืองให้พลเมืองไทยทั้งประเทศ ดังนี้

1. เปลี่ยนการเมืองของนักการเมืองให้เป็นการเมืองของพลเมือง โดยเพิ่มสิทธิเสรีภาพให้พลเมือง และปรับประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนเป็นประชาธิปไตยโดยมีส่วนร่วมของพลเมือง

2. ทำให้ระบบการเมืองและระบบราชการมีความสุจริตและมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจ โดยเพิ่มอำนาจพลเมืองในการควบคุมการใช้อำนาจในทุกระดับครอบคลุมทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพ

3. ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ นายกรัฐมนตรีมีภาวะความเป็นผู้นำเพื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองได้อย่างแท้จริง และรัฐสภามีประสิทธิภาพ* คณะกรรมาธิการประชาสัมพันธ์สภาร่างรัฐธรรมนูญ, เรื่องเดิม , หน้า 1(11)

โครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 15) (แผนผังการใช้อำนาจของประชาชนตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 คลิกที่นี่ )

•  ประมุขของประเทศ – พระมหากษัตริย์

•  นิติบัญญัติ – วุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง /สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง (เหตุผลที่ใช้ในระบบการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกเพราะต้องการบุคคลที่มีความรู้แต่ละสาขาเข้ามาช่วยกลั่นกรองร่างกฎหมายที่ผ่านจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งบุคคลเหล่านี้ประกอบอาชีพตามที่มีความรู้ ไม่ได้เป็นนักการเมืองอาชีพ)

•  บริหาร – นายกรัฐมนตรี ต้องมาจาก ส.ส. /รัฐมนตรีมาจาก ส.ส. หรือคนภายนอกก็ได้ เมื่อดำรงตำแหน่งยังคงเป็น ส.ส. ได้

•  ตุลาการ – ระบบศาลเดี่ยว คือ ศาลยุติธรรมถือหลักว่าไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีฐานะใดก็ตาม เมื่อมีคดีความจะต้องได้รับการตรวจสอบจากระบบสอบสวนพิจารณาและพิพากษาอย่างเดียวกันและเสมอภาคกัน โดยใช้ระบบดังกล่าวเป็นหลักในการพิจารณาคดีให้คู่ความนำพยานหลักฐานมาแสดงพิสูจน์ความถูกผิดต่อหน้าศาลและประชาชน /ศาลทหาร (เป็นศาลเฉพาะ)

 

โครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 (ฉบับ ส.ส.ร.) (แผนผังการใช้อำนาจของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 คลิกที่นี่

•  ประมุขของประเทศ – พระมหากษัตริย์

•  นิติบัญญัติ – วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง (ลักษณะเช่นนี้คล้ายกับที่มาของวุฒิสมาชิกในระบบประธานาธิบดีคือจังหวัด เทียบได้กับมลรัฐ) /สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ (เพิ่มอำนาจวุฒิสภาให้มีอำนาจแต่งตั้ง แนะนำจัดตั้งองค์กรตรวจสอบจนกล่าวได้ว่าวุฒิสภาก็คือสภาแต่งตั้งและตรวจสอบที่กุมอำนาจทั้งสามไว้ แต่ผู้เดียว ดูแผนผังแบบแผนการใช้อำนาจของประชาชนฯ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 (ฉบับ ส.ส.ร.)

•  บริหาร – นายรัฐมนตรีมาจาก ส.ส. คณะรัฐมนตรีจะเป็น ส.ส. ขณะเดียวกันไม่ได้

•  ตุลาการ – ระบบศาลคู่ (ศาลย่อยๆ ) ประกอบด้วย ศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 ประกอบด้วยประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอื่นอีก 14 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากผู้พิพากษาศาลฎีกา 5 คน ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด 2 คน ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ 5 คน และสาขารัฐศาสตร์ 3 คน มีหน้าที่วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติใดมีข้อขัดแย้งรัฐธรรมนูญ การกระทำของบุคคลใดหรือพรรคการเมืองเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญสั่งระงับได้ มติหรือข้อบังคับของพรรคการเมืองขัดแย้งการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญหรือหลักการพื้นฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์การต่างๆ /ศาลยุติธรรมมาตรา 271 มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติไม่ได้ให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ประกอบด้วยศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา / ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาในกรณีที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่นถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริต ต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น /ศาลปกครอง มาตรา 276 มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาท ระหว่างราชการหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ใน บังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยดังกล่าวอันเนื่องมาจากกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยดังกล่าวต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย / ศาลทหาร มาตรา 281 มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทหารและคดีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ (ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิม)

หากศึกษาวุฒิสภาต่างประเทศและของไทย ก็พบว่าความมุ่งหมายให้มีวุฒิสภาหรือสภาที่สองจะมีเหตุผลต่างๆ กัน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดอำนาจหน้าที่และบทบาทของสมาชิกวุฒิสภา

1.1 วุฒิสภาในฐานะสภาชนชั้น ซึ่งมีเหตุผลทางประวัติศาสตร์ ได้แก่สภาขุนนางของอังกฤษ ( House of Lords ) ซึ่งเกิดขึ้นมาหลายร้อยปี โดยความมุ่งหมายให้เป็นผู้แทน ชนชั้นขุนนางในยุคกลาง ซึ่งมีบทบาทในฐานะเจ้าศักดินา ในขณะที่สภาสามัญ ( House of Commons ) เป็นสภาสามัญชน เมื่อเป็นเช่นนั้น สภาขุนนางอังกฤษก่อนศตวรรษที่ 20 จึงมีองค์ประกอบมาจากการสืบสายโลหิตหรือการแต่งตั้ง และมีอำนาจเท่ากับสภาสามัญต่อเมื่อความสำคัญของขุนนางในระบบการเมืองลดลง อำนาจหน้าที่และบทบาทของขุนนางก็ถูกลดลงในต้นศตวรรษที่ 20

1.2 วุฒิสภาในฐานะผู้แทนมลรัฐในระบบสหรัฐ ซึ่งเหตุผลในการก่อตั้งวุฒิสภาประเภทนี้ ให้เป็นผู้แทนมลรัฐ ในระบบสหรัฐและเป็นผู้รักษาประโยชน์ของมลรัฐตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นวุฒิสภาประเภทนี้จะมีอำนาจหน้าที่เท่ากันหรือมากกว่าสภาผู้แทนราษฎร

1.3 วุฒิสภาในฐานะผู้ค้ำจุนเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการจัดตั้งให้เป็นผู้ “ ค้ำจุน ” เสถียรภาพของผู้แต่งตั้งมักได้แก่วุฒิสภาไทยที่มาจากการแต่งตั้งของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 (เดิม) รวมตลอดจนวุฒิสภาแคนนาดาในปัจจุบัน

1.4 วุฒิสภาในฐานเครื่องเหนี่ยวรั้งการใช้อำนาจการเมือง ซึ่งได้แก่วุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน * บวรศักดิ์ อุวรรณโณ , บทบาทของสมาชิกวุฒิสภา, วารสารศาลรัฐธรรมนูญ, (กรุงเทพ : สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, 2543), หน้า 18-19(12)

“ สภาถอดถอน ” ประวัติศาสตร์หน้าใหม่การเมืองไทย

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยการยกร่างของ “ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ” ที่ประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 ได้เปลี่ยนโฉมหน้าทั้งอำนาจและหน้าที่ของวุฒิสภาไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ จาก “ สภากลั่นกรอง ” หรือ “ สภาตรายาง ” มากลายเป็นสภาที่มีอำนาจหน้าที่มาก ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสภาผู้แทนราษฎร เพราะนอกจากจะมีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายแล้วยังทำหน้าที่เป็น “ สภาตรวจสอบและถอดถอน ” อีกด้วย * จากพฤฒสภาตรายางมาเป็นวุฒิสภาของประชาชน , หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ (ปีที่ 4 ฉบับที่ 1096 21 ตุลาคม 2542) , หน้า 4 พิเศษ(13)

อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2534 (ฉบับที่ 15)

1. กลั่นกรองกฎหมาย (ม.139, 140)

2. ควบคุมการใช้งบประมาณโดยการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และ ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย (ม.146)

3. ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินโดยการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี (ม.149) หรือเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นโดยไม่มีการลงมติในปัญหาที่อภิปราย (ม.151)

4. แต่งตั้งให้บุคคลเข้าดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์หรือสาขารัฐศาสตร์ ในคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ (ม.200)

5. เข้าร่วมประชุมกับสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทำหน้าที่ 13 ประการตามมาตรา 156 เช่น การให้ความเห็นชอบในการตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา 17

อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540

(ฉบับที่ 16)

1. กลั่นกรองกฎหมาย (ม.92, ม.175)

2. ควบคุมการใช้งบประมาณโดยการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย (ม.180)

3. ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน โดยการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี (ม.183) หรือเปิดอภิปรายทั่วไป (ม.187)) เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาโดยไม่มีการลงมติ ฯลฯ

4. เลือกแต่งตั้งให้คำแนะนำหรือให้ความเห็นชอบให้บุคคลเข้าดำรงตำแหน่ง (ม.135) ดังนี้

•  ประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง (ม.138, 143)

•  ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา (ม.196)

•  ประธานกรรมการและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ม.199)

•  ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (ม.255, 257, 261)กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ม.274 (3))

•  ประธานศาลปกครองสูงสุดและตุลาการปกครองสูงสุด (ม.277, 278)

•  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ม.279(3))

•  ประธานกรรมการและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ม.279, 302)

5. วุฒิสภามีหน้าที่พิจารณาและมีมติให้ถอดถอนบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง

•  นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด (ม.303 วรรคแรก)

•  กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (ม.303 (1) )

•  ผู้พิพากษาหรือตุลาการ พนักงานอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงทั้งนี้ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ม.303 (2) )

•  ออกจากตำแหน่งถ้ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อหน้าที่ตำแหน่งราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อหน้าที่ในการยุติธรรมหรือส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

6. เข้าร่วมประชุมกับสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทำหน้าที่ 16 ประการ ตามมาตรา 193 เช่น การให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มาตรา 19

จากการอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น จะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก และในส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับศาลยุติธรรมนั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งใหม่เป็น ปฐมแห่งการยอมรับให้อำนาจนิติบัญญัติเข้ามาก้าวก่ายอำนาจศาลยุติธรรมได้ คือ

1. ให้วุฒิสภาเลือกผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสองคน ซึ่งไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการตุลาการ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (มาตรา 274)

2. ให้วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาหรือตุลาการได้ (มาตรา 303 วรรคแรกและวรรคสอง (2) ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง, เรื่องเดิม,งานวิจัย หลักสูตร ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง ,หน้า 40-41(14)

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า กลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้การปกครองแบบประชาธิปไตยของไทยเจริญก้าวหน้าสร้างความเชื่อมั่นในชีวิต การมีอิสรเสรีภาพ และความผาสุขแก่ประชาชนที่สำคัญคือ วุฒิสภา เพราะถ้าม ีวุฒิสภาที่ดีแล้ว ผู้บริหารองค์กรอิสระ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากวุฒิสภา ก็จะดีไปด้วย มีผลให้สามารถทำหน้าที่ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นอิสระ โดยเฉพาะการปราบปรามคอรัปชั่น ที่กำลังระบาดอย่างมากในปัจจุบัน และส่งผลให้การดำเนินงานของวุฒิสภาในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีวุฒิสภาที่ไม่ดีแล้ว ก็คาดหมายได้ว่าผู้บริหารองค์กรอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งจากวุฒิสภาก็จะไม่ดีตามไปด้วย มีผลให้องค์กรอิสระนั้นไม่อาจดำเนินการให้สมเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้ ทั้งมีผลให้การดำเนินงานของวุฒิสภาในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการเป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ และอาจใช้อำนาจนี้เข้าครอบงำ เพื่อผลประโยชน์ของตนและพรรคพวกในทุกด้าน รวมถึงคดีในศาล

ด้วยเหตุดังกล่าว นักการเมืองที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ และระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ประสงค์ที่จะทุจริตกอบโกยผลประโยชน์เข้าตนเองและพรรคพวกโดยไม่คำนึงว่าจะเกิดผลเสียหายแก่ประเทศและประชาชน ย่อมจะมุ่งหวังเข้ามามีอำนาจในสภาผู้แทนราษฎร โดยทำทุกวิถีทางรวมถึงการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพื่อกลุ่มของตนเองจะได้มี ส.ส. เสียงข้างมากและมีสิทธิเข้ามาเป็นคณะรัฐมนตรีใช้อำนาจบริหารประเทศกระทำการตามที่ประสงค์ดังกล่าว และเพื่อความมั่นคงและปลอดภัยของตนเองจะไม่ถูกลงโทษทางอาญา และถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งอันเนื่องจากการทุจริตและประพฤติมิชอบของตน กลุ่มนักการเมืองที่ไม่หวังดีจะทุ่มเททุกวิถีทางเข้าครอบงำวุฒิสภา โดยวิธีการต่างๆ เช่น ส่งคนของตนเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และเมื่อมีสมาชิกวุฒิสภาเสียงส่วนใหญ่เป็นของตนเองแล้วก็เท่ากับว่า กลุ่มนักการเมืองหรือคณะบุคคลดังกล่าวเข้ามากุมอำนาจบริหารโดยทางนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี นิติบัญญัติ โดยทาง ส.ส.และ ส.ว. องค์กรอิสระ และตุลาการแต่เพียงผู้เดียว กระทำการคอรัปชั่นเงินงบประมาณแผ่นดินและเงินอนาคตของประเทศที่กู้จากต่างประเทศ และภายในประเทศอย่างลำพองใจ แม้ประชาชนห้าหมื่นคนขึ้นไปเข้าชื่อขอถอดถอนกลุ่มนักการเมืองและพรรคพวกที่ดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหารดังกล่าว แต่ผลสุดท้ายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็กำหนดให้วุฒิสภาเป็นผู้พิจารณาถอดถอน (มาตรา 304) และแน่นอนวุฒิสภาที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจกลุ่มนักการเมืองชั่วร้ายดังกล่าวย่อมจะมีมติไม่ถอดถอน ความหวังของประชาชนก็จะสูญเปล่า ขอให้ท่านผู้อ่านที่เคารพนึกตรึกตรองดูว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศและประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะด้านความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม

การร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มุ่งหวังการให้สิทธิ เสรีภาพ และส่วนร่วมในการปกครองของประชาชนเพิ่มขึ้น การเพิ่มอำนาจประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และการพยายามทำให้การใช้อำนาจรัฐสุจริตก็จะไม่บรรลุผล แต่จะกลายเป็นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มอบอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการให้แก่กลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น เปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญมีรูปลักษณ์เป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศแบบประชาธิปไตย แต่ก็ซ่อนอีกรูปลักษณ์หนึ่งคืออาจเป็นเครื่องมือของเผด็จการก็ได้

ปัจจุบันมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เกี่ยวกับการแทรกแซงและครอบงำวุฒิสภาชุดปัจจุบัน แม้แต่ ส.ว.ด้วยกันเองก็เคยเปิดโปงเกี่ยวกับการรับเงินรับทองของของ ส.ว.บางส่วน จนทำให้วุฒิสภาไม่อาจเป็นองค์กรผู้ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ตามเจตนารมณ์ของคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนวุฒิสภาชุดใหม่ เล่าลือกันว่าอาจกลายเป็น “ สภาวงศาคณาญาติ ” ของนักการเมือง ถ้าหากวุฒิสภาไม่สามารถทำหน้าที่เป็นองค์กรผู้ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจต้อง ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของความล้มเหลวในการปฏิรูปการเมือง วุฒิสภาที่พึงประสงค์, หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, (ปีที่ 53 ฉบับที่ 17557 15 กุมภาพันธ์ 2549), หน้า 3(15) ประกอบกับการเกิดวิกฤตการเมืองดังกล่าว จึงเห็นสมควรที่จะมีการระดมความคิด ความเห็นจากทุกฝ่าย ทุกหน่วยงานในการปรับปรุง แก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับผู้เขียนในเบื้องต้นเห็นสมควรเสนอให้ 1) จำกัดอำนาจวุฒิสภาลงโดยมิให้ก้าวก่ายให้คุณให้โทษฝ่ายตุลาการเพื่อป้องกันกรณีการมีอำนาจออกกฎหมายเอง บังคับใช้กฎหมายเอง และตัดสินเองของคนกลุ่มเดียว 2) เพิ่มอำนาจภาคประชาชนให้มีส่วนควบคุมและกำกับการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ ด้วยวิธีการ ให้ประชาชนลงประชามติที่จะให้ฝ่ายบริหาร (คณะรัฐมนตรี) นิติบัญญัติ (ส.ส. และ ส.ว.) ดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่ หลังจากเข้าทำหน้าที่ได้ครบ 2 ปี แล้ว ซึ่งแม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำประชามติอยู่บ้าง แต่ก็คุ้มค่ากับการที่ประชาชนจะได้ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติที่ดีมาบริหารประเทศ รับผิดชอบงบประมาณแผ่นดินนับแสนล้านบาท อันจะนำมาซึ่งความมั่นคงในชีวิต การมีอิสระ เสรีภาพ และความผาสุขของประชาชน 3) ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจฝ่ายบริหาร คือ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ของ ส.ส. นั้น มิให้ถูกจำกัดด้วยจำนวนสมาชิก เช่น ถ้า ส.ส.ฝ่ายค้านในสภา มีเพียง 1 เสียง ก็สามารถขอเปิดอภิปรายดังกล่าวได้เพียงแต่ถูกจำกัดสิทธิจำนวนครั้งที่ขออภิปรายเท่านั้น เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจการดำเนินงานของฝ่ายบริหาร ของ ส.ส. นั้น ถือว่าเป็นหัวใจในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา หากมิอาจกระทำได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ก็ถือได้ว่าเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยระบบรัฐสภาที่สมบูรณ์หาได้ไม่

โดยสรุปประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะใช้ระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือระบบประธานาธิบดีจะประสบผลสำเร็จนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญ ความมั่นคง ประชาชนมีความผาสุกนั้น มีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วน ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบการปกครองที่ถูกต้อง ส่วนที่สอง ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่เข้ามาอยู่ในระบบ มีตำแหน่งหน้าที่ หากทำงานอย่างเต็มความสามารถโดยสุจริต ก็จะเป็นผลดีต่อประเทศชาติ หากทำงานโดยทุจริต ทรยศต่อหน้าที่ประชาชน ก็จะทำให้ประเทศชาติได้รับความเสียหาย และส่วนที่สามคือ ประชาชนในชาติต้องรู้ระบบการปกครองของประเทศ จึงจะสามารถใช้สิทธิหน้าที่ของประชาชนตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องทั้งไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ เราจึงควรศึกษาจากประเทศอังกฤษและญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศชั้นนำของโลกก็ล้วนแต่ปกครองโดยระบบรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เช่นให้มีการถ่ายทอดโทรทัศน์การเลือกตั้ง ส.ส.ทุกครั้งของประเทศอังกฤษและญี่ปุ่น อันจะทำให้ประชาชนชาวไทยเข้าใจในระบบการปกครองแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้ดียิ่งขึ้น อันจะเป็นผลดียิ่งกว่าการถ่ายทอดการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพราะต่างระบบกัน ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง , เรื่องเดิม, กฎหมายน่ารู้ เล่มที่ 2 ศาลจังหวัดนครพนม หน้า 14(16) และทุกคนที่เป็นคนไทยควรมีจิตสำนึกว่า เราควรจะตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน โดยการยกย่องคนดีแทนการยกย่องคนมีเงิน มีอำนาจ แต่ไม่ดีกันแล้วหรือยังเลิกกราบไหว้ คบค้าสมาคมกับคนไม่ดี โดยไม่เกรงกลัวอิทธิพล ไม่หวั่นต่ออันตราย สังคมควรจะพร้อมใจกันลงโทษคนจำพวกนี้ และยกย่องส่งเสริมคนดีให้มีกำลังใจ ให้เป็นตัวอย่างแก่ลูกหลานเราต่อไป คำกล่าวของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ , เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน, หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (ปีที่ 19 ฉบับที่ 6355 15 กุมภาพันธ์ 2549), หน้า (17)

 

 

(1) ยุงยุทธ แสงรุ่งเรือง , รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเพื่อประชาชนจริงหรือ ? , กฎหมายน่ารู้ เล่ม 2 ศาลจังหวัดนครพนม, (ร้อยเอ็ด : เอส.ซี.พี.โพพิชชิ่ง, 2540) หน้า 12 อ่านต่อ

(2) บท นำมติชน, ขัดแย้ง-แตกต่างในความเห็น, หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน (ปีที่ 29 ฉบับที่ 10197 9 กุมภาพันธ์ 2549) หน้า 2 อ่านต่อ

(3) ปิดบัญชีงวดแรกลากไส้ ‘ ทักษิณ ' , หนังสือพิมพ์โพส์ทูเดย์ (ปีที่ 4 ฉบับที่ 1102 12 กุมภาพันธ์ 2549) หน้า A 12 อ่านต่อ

(4) เกณฑ์ไม่หยุด ม็อบเชียร์ทะลักทำเนียบฯ , หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ (ปีที่ 3 ฉบับที่ 1100 10 กุมภาพันธ์ 2549) หน้า A 5 อ่านต่อ

(5) ประชาพิจารณ์, หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน (ปีที่ 29 ฉบับที่ 10198 10 กุมภาพันธ์ 2549) หน้า 14 อ่านต่อ

(6) ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง , เรื่องเดิม, หน้า 12 อ่านต่อ

(7) ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง , เรื่องเดิม, หน้า 13-15 อ่านต่อ

(8) ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง ,ผลกระทบจากอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาต่อความเป็นกลางของศาลยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ,งานวิจัยหลักสูตร ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่นที่ 4 วิทยาลัยการยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม,พ.ศ. 2548 หน้า 22-23 อ่านต่อ

(9) ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง, เรื่องเดิม, กฎหมายน่ารู้ เล่ม 2 ศาลจังหวัดนครพนม หน้า 14 อ่านต่อ

(10) คณะกรรมาธิการประชาสัมพันธ์ สภาร่างรัฐธรรมนูญ , ประชาชนได้อะไรจาก (ร่าง) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย , ฉบับประชาชน สิงหาคม 2540, (กรุงเทพฯ ,2540), หน้า 11 อ่านต่อ

(11) คณะกรรมาธิการประชาสัมพันธ์สภาร่างรัฐธรรมนูญ, เรื่องเดิม , หน้า 1 อ่านต่อ

(12) บวรศักดิ์ อุวรรณโณ , บทบาทของสมาชิกวุฒิสภา, วารสารศาลรัฐธรรมนูญ, (กรุงเทพ : สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, 2543), หน้า 18-19 อ่านต่อ

(13 ) จากพฤฒสภาตรายางมาเป็นวุฒิสภาของประชาชน , หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ (ปีที่ 4 ฉบับที่ 1096 21 ตุลาคม 2542) , หน้า 4 พิเศษ อ่านต่อ

(14) ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง, เรื่องเดิม,งานวิจัย หลักสูตร ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง ,หน้า 40-41 อ่านต่อ

(15) วุฒิสภาที่พึงประสงค์, หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, (ปีที่ 53 ฉบับที่ 17557 15 กุมภาพันธ์ 2549), หน้า 3 อ่านต่อ

(16) ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง , เรื่องเดิม, กฎหมายน่ารู้ เล่มที่ 2 ศาลจังหวัดนครพนม หน้า 14 อ่านต่อ

(17) คำกล่าวของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ , เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน, หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (ปีที่ 19 ฉบับที่ 6355 15 กุมภาพันธ์ 2549), หน้า 1 อ่านต่อ

 

กลับไปด้านบนกลับด้านบน

ติดต่อชนินาฏอีเมลชนินาฏนะคะchaninatz@yahoo.co.th