ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
ปัจจุบันประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (ฉบับที่ 16) ใช้เป็นหลักในการปกครอง โดยถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งเป็นผลจากความต้องการของประชาชนโดยผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพื่อต้องการแก้วงจรอุบาทว์ อันได้แก่ กรณีที่นักการเมืองบางคนเมื่อได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. โดยวิธีการซื้อสิทธิขายเสียงของประชาชน ครั้นเป็นรัฐมนตรีก็ใช้อำนาจทุจริตกอบโกยผลประโยชน์เป็นส่วนตน ทำให้ประชาชนและประเทศชาติเสียหาย เป็นเหตุให้อำนาจนอกระบบซึ่งเป็นส่วนใหญ่จะเป็นทหาร เข้ามายึดอำนาจรัฐ ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ และบริหารเสียคงแต่อำนาจตุลาการไว้ แล้วทำการปกครองไปได้ ไม่นาน ประชาชนก็ลุกขึ้นต่อสู้ขับไล่ เพื่อให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. ขึ้นใหม่ เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ก็ได้บุคคลที่เข้ามาเป็น ส.ส.เป็นรัฐมนตรีในลักษณะเดิมอีกวนเวียนกันอยู่เช่นนี้เรื่อยไปจนทำให้ปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอ่อนแอลง (1)
นับแต่มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจนถึงช่วงเดือนมกราคม ถึงกุมภาพันธ์ 2549 ได้เกิดวิกฤตทางการเมือง เช่น การที่คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ร่วมกันลงชื่อ บัญชีหางว่าว ในจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะหมดความชอบธรรมอันเนื่องมาจากปัญหาจริยธรรม (2) มีกลุ่มเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศเป้าหมายหลัก 3 ประการโดยรวมถึง การปฏิรูปการเมือง (3) ขณะเดียวกัน ก็มีพ่อค้า ประชาชน ข้าราชการ จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งในภูธรและเมืองกรุง ต่างก็มาให้กำลังใจ พ.ต.ท.ทักษิณ กันอย่างเอิกเกริก (4)และแม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เสนอทางออกเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองอันตึงเครียดในขณะนี้ โดยสอบถามประชาชนทั่วประเทศว่า พร้อมจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณเห็นว่าน่าจะทำประชาพิจารณ์ ซึ่งทำไปพร้อมๆ กับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 เมษายนนี้ ใครคิดจะแก้ไขมาตราไหน ประเด็นใด ให้เสนอไปด้วย หรือจะตั้งเว็บไซต์ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น ถ้าเป็นเรื่อง ที่มีเหตุผล ควรต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมจะให้แก้ (5) ดังนั้นก่อนที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งอาจมีการทำประชาพิจารณ์ จากประชาชน การทำประชาพิจารณ์ เป็นการเปิดโอกาส ให้มีการอภิปราย ตำหนิ ชี้แนะ แก้ไข ให้ร่างรัฐธรรมนูญมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนคนไทยจะต้องเข้าใจระบบการปกครองแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเสียก่อน ซึ่งเป็นระบบการปกครองสากลระบบหนึ่งของโลกจึงจะทำให้ประชาพิจารณ์ได้ถูกต้องเสมือนหนึ่งซ่อมแซมบ้าน ก็ต้องรู้ว่าบ้านมีลักษณะอย่างไรมีจุดเสียอยู่ตรงไหน จึงจะทำให้การซ่อมแซมบ้านเป็นไปได้อย่างผลดี ผู้เขียนเคยได้เข้าร่วมทำประชาพิจารณ์การร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2540 และได้ถือโอกาสสอบถามประชาชนผู้อยู่ในห้องประชุมประชาพิจารณ์นั้น ปรากฏว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งยอมรับว่าไม่รู้ระบบการปกครองของไทยในปัจจุบัน (6) ดังนั้น จึงขอกล่าวถึงระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยและระบบของประเทศไทย ที่ใช้อยู่อันจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านในการทำประชาพิจารณ์และร่วมกันแก้ไขปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบ่งได้ 2 ระบบ
1. ระบบรัฐสภาโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
2. ระบบประธานาธิบดี
1. ระบบรัฐสภาโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประเทศที่อยู่ในระบบนี้ได้แก่ประเทศอังกฤษและในเครือจักรภพ ประเทศในทวีปเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น โดยมีหลักการให้ประชาชน เลือกตัวแทน เรียกว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติและร่วมตกลงจัดตั้งฝ่ายบริหาร (ปกติพรรคการเมืองที่มี ส.ส. เสียงข้างมากในสภา จะเป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพในการทำงาน) และฝ่ายบริหารจะเสนอชื่อบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิเป็นวุฒิสภาให้พระมหากษัตริย์แต่งตั้งทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายที่ผ่านจากสภาผู้แทนราษฎรมีการคานและดุลกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารคือ
ฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่ออกกฎหมายพิจารณางบประมาณ (เงินภาษีประชาชน) และจัดสรรงบประมาณให้ฝ่ายบริหารนำไปใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจฝ่ายบริหาร(รัฐบาล)
ฝ่ายบริหาร มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินโดยมีเจ้าหน้าหน้าที่ ซึ่งได้แก่ข้าราชการประจำตามกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เป็นผู้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายที่ออกจากฝ่ายนิติบัญญัติและเป็นไปตามนโยบายที่แถลงต่อสภา
ฝ่ายตุลาการ จะเป็นระบบศาลเดี่ยวคือศาลยุติธรรมดำเนินการพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปตามกฎหมายทั้งองค์กรศาลก็จัดตั้งตามกฎหมายที่ออกจากฝ่ายนิติบัญญัติและใช้งบประมาณในการดำเนินการที่ได้รับการจัดสรรจากฝ่ายนิติบัญญัติ
ประมุขของประเทศ คือ พระมหากษัตริย์ซึ่งสืบทอดกันมาแต่โบราณตามราชประเพณีเป็นที่รักและบูชาถือเป็นศูนย์รวมดวงใจของคนในชาติ
ประเทศไทย ก็ปกครองในลักษณะดังกล่าวกล่าวคือมีการแบ่งใช้อำนาจประชาธิปไตยเป็น 3 ฝ่าย แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันมีข้อแตกต่างในรายละเอียด
2. ระบบประธานาธิบดี อาจกล่าวได้ว่าเป็นระบบแบ่งแยกอำนาจนิติบัญญัติและบริหารออกจากกันโดยฝ่ายนิติบัญญัติ คือ สภาผู้แทนราษฎร และบางประเทศก็มีสภาสูง (วุฒิสภา) อันมาจากตัวแทนของมลรัฐในสัดส่วนแต่ละมลรัฐมีวุฒิสมาชิกเท่ากัน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนในมลรัฐนั้นประเทศที่ใช้ระบบนี้ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา
ฝ่ายบริหาร ได้แก่ ประธานาธิบดีเป็นหัวหน้า ไม่ได้มาจากการตกลงจัดตั้งของ ส.ส. แต่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เหตุผลก็เพราะนอกจากประธานาธิบดีจะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารแล้ว ยังดำรงฐานะเป็นประมุขของประเทศด้วยที่ประชาชนจะต้องยอมรับจึงจำเป็นต้องให้ประชาชนเลือกตั้ง ซึ่งผู้ได้รับเลือกนั้น จะต้องได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในประเทศ ในระบบนี้ ประชาชนจะต้องเข้าใจระบบการเมือง ให้ถ่องแท้มิฉะนั้นจะทำให้เกิดความแตกแยกของประชาชนในชาติได้ เช่น มีผู้สมัครเป็นประธานาธิบดี 2 คน ได้แก่ นาย ก. และนาย ข. ผลการเลือกตั้งประชาชนเลือก นาย ก. เป็นจำนวนร้อยละ 55 และประชาชนเลือกนาย ข. ร้อยละ 45 ผลทำให้นาย ก. เป็นประมุขของประเทศตามความเห็นชอบของประชาชนร้อยละ 55 ประชาชนอีกร้อยละ 45 จะต้องยอม นาย ก. เป็นประมุขด้วย หากไม่ยอมรับจะก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น ถึงขนาดแบ่งแยกออกเป็น 2 รัฐ อันได้แก่ รัฐหนึ่งมีนาย ก. เป็นประมุข และอีกรัฐหนึ่งมีนาย ข. เป็นประมุข
ในระบบประธานาธิบดีนี้ ประธานาธิบดีสามารถแต่งตั้งผู้พิพากษาได้ เพราะถือว่าประธานาธิบดีคือประมุขของประเทศจึงมีบางท่านกล่าวว่าในประเทศที่ปกครองแบบประธานาธิบดีมีการแบ่งใช้อำนาจอธิปไตยเป็น 2 อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร และโดยทั่วไป ผู้พิพากษาในระบบประธานาธิบดีล้วนมาจากระบบแต่งตั้งทั้งสิ้น โดยบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งได้พิสูจน์ตนเองว่ามีความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริตเพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาได้ ในสายตาประชาชน
เมื่อกล่าวถึงตอนนี้ คงจะเป็นที่เข้าใจแล้วว่า ในระบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและระบบประธานาธิบดีนั้น มีลักษณะอย่างไร แต่ละระบบมีที่มาที่ไป มีเหตุผลเกี่ยวเนื่องกัน เพื่อมุ่งไปสู่จุดหมายนำพาประเทศชาติ และประชาชนไปสู่ความเจริญก้าวหน้า สงบสุข แต่เหมาะสมกับประเทศใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับประวัติความเป็นมาของชนในชาตินั้น วัฒนธรรม ประเพณี นิสัยใจคอของคนในชาตินั้น (7)
ต่อไปนี้ขอกล่าวถึงโครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับเดิม (ฉบับที่ 15) กับโครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ฉบับที่ 16) เพื่อให้เห็นอดีต และปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาการเมือง
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 ฉบับที่ 15 บ่งบอกการปกครองของประเทศอยู่ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็น 3 ฝ่าย คือ
1. ฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วยวุฒิสภา มาจากการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒินายกรัฐมนตรี แล้วถวายรายชื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งมาจากเลือกตั้งของประชาชน
2. ฝ่ายบริหาร คือ รัฐบาล ประกอบด้วย คณะรัฐมนตรีโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า มาจากการก่อตั้งของ ส.ส. เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และเป็นเหตุให้ประชาชนทั้งประเทศยอมรับรัฐบาลเพราะถือว่าถูกจัดตั้งจาก ส.ส. ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนทั้งหมด ไม่เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน (ไม่ใช้ระบบเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงเพราะผู้ที่ได้รับเลือกถือไม่ได้ว่าประชาชนทั้งหมดยอมรับ เช่น การสมัครรับเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี นายก ก. ได้ร้อยละ 40 นาย ข. ได้ร้อยละ 30 นาย ค. ได้ร้อยละ 30 จาก ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งอาจเกิดความแตกแยกของคนในชาติได้)
3. ฝ่ายตุลาการ มีการก่อตั้งและสืบการดำเนินงานจากประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบันโดยใช้ระบบเปิดให้ประชาชนทั่วไปมีสิทธิเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา โดยจะต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและผ่านการสอบแข่งขัน ผ่านการอบรม ทั้งนี้อยู่ในความควบคุมของคณะกรรมการตุลาการ แล้วได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ ไม่ได้ใช้ระบบการแต่งตั้ง ตั้งแต่ต้นอันเป็นระบบอุปถัมภ์ (8)
อำนาจทั้งสามนี้ อำนาจนิติบัญญัติและบริหารเป็นอำนาจที่เกี่ยวเนื่องและดำเนินงานอย่างเด่นชัด กระทบต่อสิทธิ หน้าที่ของประชาชนโดยตรง มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติ หากอำนาจใดอำนาจหนึ่งมีอยู่เหนืออีกอำนาจหนึ่งก็จะเป็นผลเสีย จึงเกิดระบบคานและดุลอำนาจกรณีความเห็นไม่ตรงกันมีข้อโต้แย้งว่าฝ่ายบริหารปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องทำให้ประชาชนเดือดร้อน ฝ่ายนิติบัญญัติได้แก่ ส.ส. ซึ่งปกติจะเป็น ส.ส.ฝ่ายค้านก็สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจฝ่ายบริหารได้ และถ้ามีการลงคะแนนเสียงแล้ว เสียง ส.ส.ในสภาเกินกึ่งหนึ่งไม่ไว้วางใจ ฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) นั้นก็หมดสิทธิจะทำงานต่อไป แต่ฝ่ายบริหารโดยนายกรัฐมนตรีก็สามารถจะใช้วิธีการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจ ถ้าประชาชนเห็นชอบกับการทำงานของรัฐบาล ประชาชนก็จะเลือก ส.ส.ที่สังกัดพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลนั้นเข้ามาอีก เป็นรัฐบาลต่อไป แต่ถ้าประชาชนไม่เห็นชอบกับการทำงานของรัฐบาล ประชาชนก็จะเลือก ส.ส. ที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้านเข้ามาแทนเพื่อจัดตั้งเป็นรัฐบาลประชาชนก็จะเลือก ส.ส.ที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้านเข้ามาแทนเพื่อจัดตั้งเป็นรัฐบาลใหม่ แต่ทั้งนี้ทุกรัฐบาลจะมีระยะเวลาในการบริหารประเทศคราวละไม่เกิน 4 ปี แล้วจะมีการเลือกตั้ง ส.ส. และดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลใหม่* (9)
ระบบคานและดุลอำนาจระหว่างอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารนั้น ใช้ได้ผลดีในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ แต่ในประเทศไทยหลักการดังกล่าวกลับมีปัญหา ไม่อาจนำมาใช้ได้ดีเท่าที่ควร ทั้งนี้อาจเป็นเพราะวิวัฒนาการการเมือง การปกครองแบบระบบประชาธิปไตยนี้โดยเนื้อแท้แล้วประชาชนชาวไทยไม่ได้มีส่วนร่วมมาแต่แรกในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิ เสรีภาพของตน เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยเฉพาะความรักหวงแหนในสิทธิ เสรีภาพของประชาชนเอง เมื่อมีการนำระบอบประชาธิปไตยมาใช้ในเรื่องการตรวจสอบฝ่ายบริหารโดยฝ่ายนิติบัญญัติก็มีปัญหามาโดยตลอดอย่างน้อย 2 ประการ คือ การพยายามทำให้การไม่ไว้วางใจทางการเมืองซึ่งไม่ต้องมีหลักฐานแน่ชัด กลายเป็นการต้องพิสูจน์พยานหลักฐาน ( ใบเสร็จ ) ที่แน่ชัดกลางสภา ซึ่งกระทำได้ยากหรือไม่ได้เลย เป็นเหตุให้ผู้ที่ไม่สมควรไว้วางใจให้บริหารต่อไปยังคงอ้างความไม่มีหลักฐาน ทำให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ประการหนึ่งและในการไม่ไว้วางใจนั้น มีการกล่าวหาว่าทุจริตและคนส่วนใหญ่คล้อยตาม แต่รัฐบาลยังคงชนะเสียงไม่ไว้วางใจโดยไม่มีการพิสูจน์ถูกผิดให้กระจ่าง เป็นผลให้คนที่ประชาชนไม่ไว้วางใจอยู่ในตำแหน่งต่อไป และคนที่อาจบริสุทธิ์ก็มีมลทินโดยไม่มีโอกาสพิสูจน์* (10) อันมีผลให้เกิดการคอรัปชั่นทุกระดับชั้น นับแต่ฝ่ายการเมืองลงไปจนถึงภาเอกชน ทำให้ประเทศชาติเสียหายเป็นอันมาก และเมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำโดยคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนได้ปฏิรูปการเมืองให้พลเมืองไทยทั้งประเทศ ดังนี้
1. เปลี่ยนการเมืองของนักการเมืองให้เป็นการเมืองของพลเมือง โดยเพิ่มสิทธิเสรีภาพให้พลเมือง และปรับประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนเป็นประชาธิปไตยโดยมีส่วนร่วมของพลเมือง
2. ทำให้ระบบการเมืองและระบบราชการมีความสุจริตและมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจ โดยเพิ่มอำนาจพลเมืองในการควบคุมการใช้อำนาจในทุกระดับครอบคลุมทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพ
3. ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ นายกรัฐมนตรีมีภาวะความเป็นผู้นำเพื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองได้อย่างแท้จริง และรัฐสภามีประสิทธิภาพ* (11)
โครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 15) (แผนผังการใช้อำนาจของประชาชนตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 คลิกที่นี่ )
ประมุขของประเทศ พระมหากษัตริย์
นิติบัญญัติ วุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง /สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง (เหตุผลที่ใช้ในระบบการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกเพราะต้องการบุคคลที่มีความรู้แต่ละสาขาเข้ามาช่วยกลั่นกรองร่างกฎหมายที่ผ่านจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งบุคคลเหล่านี้ประกอบอาชีพตามที่มีความรู้ ไม่ได้เป็นนักการเมืองอาชีพ)
บริหาร นายกรัฐมนตรี ต้องมาจาก ส.ส. /รัฐมนตรีมาจาก ส.ส. หรือคนภายนอกก็ได้ เมื่อดำรงตำแหน่งยังคงเป็น ส.ส. ได้
ตุลาการ ระบบศาลเดี่ยว คือ ศาลยุติธรรมถือหลักว่าไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีฐานะใดก็ตาม เมื่อมีคดีความจะต้องได้รับการตรวจสอบจากระบบสอบสวนพิจารณาและพิพากษาอย่างเดียวกันและเสมอภาคกัน โดยใช้ระบบดังกล่าวเป็นหลักในการพิจารณาคดีให้คู่ความนำพยานหลักฐานมาแสดงพิสูจน์ความถูกผิดต่อหน้าศาลและประชาชน /ศาลทหาร (เป็นศาลเฉพาะ)
โครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 (ฉบับ ส.ส.ร.) (แผนผังการใช้อำนาจของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 คลิกที่นี่
ประมุขของประเทศ พระมหากษัตริย์
นิติบัญญัติ วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง (ลักษณะเช่นนี้คล้ายกับที่มาของวุฒิสมาชิกในระบบประธานาธิบดีคือจังหวัด เทียบได้กับมลรัฐ) /สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ (เพิ่มอำนาจวุฒิสภาให้มีอำนาจแต่งตั้ง แนะนำจัดตั้งองค์กรตรวจสอบจนกล่าวได้ว่าวุฒิสภาก็คือสภาแต่งตั้งและตรวจสอบที่กุมอำนาจทั้งสามไว้ แต่ผู้เดียว ดูแผนผังแบบแผนการใช้อำนาจของประชาชนฯ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 (ฉบับ ส.ส.ร.)
บริหาร นายรัฐมนตรีมาจาก ส.ส. คณะรัฐมนตรีจะเป็น ส.ส. ขณะเดียวกันไม่ได้
ตุลาการ ระบบศาลคู่ (ศาลย่อยๆ ) ประกอบด้วย ศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 ประกอบด้วยประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอื่นอีก 14 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากผู้พิพากษาศาลฎีกา 5 คน ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด 2 คน ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ 5 คน และสาขารัฐศาสตร์ 3 คน มีหน้าที่วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติใดมีข้อขัดแย้งรัฐธรรมนูญ การกระทำของบุคคลใดหรือพรรคการเมืองเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญสั่งระงับได้ มติหรือข้อบังคับของพรรคการเมืองขัดแย้งการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญหรือหลักการพื้นฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์การต่างๆ /ศาลยุติธรรมมาตรา 271 มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติไม่ได้ให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ประกอบด้วยศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา / ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาในกรณีที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่นถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริต ต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น /ศาลปกครอง มาตรา 276 มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาท ระหว่างราชการหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ใน บังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยดังกล่าวอันเนื่องมาจากกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่หน่วยดังกล่าวต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย / ศาลทหาร มาตรา 281 มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทหารและคดีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ (ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิม)
หากศึกษาวุฒิสภาต่างประเทศและของไทย ก็พบว่าความมุ่งหมายให้มีวุฒิสภาหรือสภาที่สองจะมีเหตุผลต่างๆ กัน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดอำนาจหน้าที่และบทบาทของสมาชิกวุฒิสภา
1.1 วุฒิสภาในฐานะสภาชนชั้น ซึ่งมีเหตุผลทางประวัติศาสตร์ ได้แก่สภาขุนนางของอังกฤษ ( House of Lords ) ซึ่งเกิดขึ้นมาหลายร้อยปี โดยความมุ่งหมายให้เป็นผู้แทน ชนชั้นขุนนางในยุคกลาง ซึ่งมีบทบาทในฐานะเจ้าศักดินา ในขณะที่สภาสามัญ ( House of Commons ) เป็นสภาสามัญชน เมื่อเป็นเช่นนั้น สภาขุนนางอังกฤษก่อนศตวรรษที่ 20 จึงมีองค์ประกอบมาจากการสืบสายโลหิตหรือการแต่งตั้ง และมีอำนาจเท่ากับสภาสามัญต่อเมื่อความสำคัญของขุนนางในระบบการเมืองลดลง อำนาจหน้าที่และบทบาทของขุนนางก็ถูกลดลงในต้นศตวรรษที่ 20
1.2 วุฒิสภาในฐานะผู้แทนมลรัฐในระบบสหรัฐ ซึ่งเหตุผลในการก่อตั้งวุฒิสภาประเภทนี้ ให้เป็นผู้แทนมลรัฐ ในระบบสหรัฐและเป็นผู้รักษาประโยชน์ของมลรัฐตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นวุฒิสภาประเภทนี้จะมีอำนาจหน้าที่เท่ากันหรือมากกว่าสภาผู้แทนราษฎร
1.3 วุฒิสภาในฐานะผู้ค้ำจุนเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการจัดตั้งให้เป็นผู้ ค้ำจุน เสถียรภาพของผู้แต่งตั้งมักได้แก่วุฒิสภาไทยที่มาจากการแต่งตั้งของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 (เดิม) รวมตลอดจนวุฒิสภาแคนนาดาในปัจจุบัน
1.4 วุฒิสภาในฐานเครื่องเหนี่ยวรั้งการใช้อำนาจการเมือง ซึ่งได้แก่วุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน * (12)
สภาถอดถอน ประวัติศาสตร์หน้าใหม่การเมืองไทย
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยการยกร่างของ สภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่ประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 ได้เปลี่ยนโฉมหน้าทั้งอำนาจและหน้าที่ของวุฒิสภาไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ จาก สภากลั่นกรอง หรือ สภาตรายาง มากลายเป็นสภาที่มีอำนาจหน้าที่มาก ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสภาผู้แทนราษฎร เพราะนอกจากจะมีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายแล้วยังทำหน้าที่เป็น สภาตรวจสอบและถอดถอน อีกด้วย * (13)
อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2534 (ฉบับที่ 15)
1. กลั่นกรองกฎหมาย (ม.139, 140)
2. ควบคุมการใช้งบประมาณโดยการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และ ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย (ม.146)
3. ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินโดยการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี (ม.149) หรือเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นโดยไม่มีการลงมติในปัญหาที่อภิปราย (ม.151)
4. แต่งตั้งให้บุคคลเข้าดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์หรือสาขารัฐศาสตร์ ในคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ (ม.200)
5. เข้าร่วมประชุมกับสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทำหน้าที่ 13 ประการตามมาตรา 156 เช่น การให้ความเห็นชอบในการตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา 17
อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540
(ฉบับที่ 16)
1. กลั่นกรองกฎหมาย (ม.92, ม.175)
2. ควบคุมการใช้งบประมาณโดยการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย (ม.180)
3. ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน โดยการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี (ม.183) หรือเปิดอภิปรายทั่วไป (ม.187)) เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาโดยไม่มีการลงมติ ฯลฯ
4. เลือกแต่งตั้งให้คำแนะนำหรือให้ความเห็นชอบให้บุคคลเข้าดำรงตำแหน่ง (ม.135) ดังนี้
ประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง (ม.138, 143)
ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา (ม.196)
ประธานกรรมการและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ม.199)
ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (ม.255, 257, 261)กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ม.274 (3))
ประธานศาลปกครองสูงสุดและตุลาการปกครองสูงสุด (ม.277, 278)
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ม.279(3))
ประธานกรรมการและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ม.279, 302)
5. วุฒิสภามีหน้าที่พิจารณาและมีมติให้ถอดถอนบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง
นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด (ม.303 วรรคแรก)
กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (ม.303 (1) )
ผู้พิพากษาหรือตุลาการ พนักงานอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงทั้งนี้ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ม.303 (2) )
ออกจากตำแหน่งถ้ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อหน้าที่ตำแหน่งราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อหน้าที่ในการยุติธรรมหรือส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
6. เข้าร่วมประชุมกับสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทำหน้าที่ 16 ประการ ตามมาตรา 193 เช่น การให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มาตรา 19
จากการอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น จะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก และในส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับศาลยุติธรรมนั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งใหม่เป็น ปฐมแห่งการยอมรับให้อำนาจนิติบัญญัติเข้ามาก้าวก่ายอำนาจศาลยุติธรรมได้ คือ
1. ให้วุฒิสภาเลือกผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสองคน ซึ่งไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการตุลาการ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (มาตรา 274)
2. ให้วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาหรือตุลาการได้ (มาตรา 303 วรรคแรกและวรรคสอง (2) (14)
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า กลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้การปกครองแบบประชาธิปไตยของไทยเจริญก้าวหน้าสร้างความเชื่อมั่นในชีวิต การมีอิสรเสรีภาพ และความผาสุขแก่ประชาชนที่สำคัญคือ วุฒิสภา เพราะถ้าม ีวุฒิสภาที่ดีแล้ว ผู้บริหารองค์กรอิสระ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากวุฒิสภา ก็จะดีไปด้วย มีผลให้สามารถทำหน้าที่ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นอิสระ โดยเฉพาะการปราบปรามคอรัปชั่น ที่กำลังระบาดอย่างมากในปัจจุบัน และส่งผลให้การดำเนินงานของวุฒิสภาในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีวุฒิสภาที่ไม่ดีแล้ว ก็คาดหมายได้ว่าผู้บริหารองค์กรอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งจากวุฒิสภาก็จะไม่ดีตามไปด้วย มีผลให้องค์กรอิสระนั้นไม่อาจดำเนินการให้สมเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้ ทั้งมีผลให้การดำเนินงานของวุฒิสภาในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการเป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ และอาจใช้อำนาจนี้เข้าครอบงำ เพื่อผลประโยชน์ของตนและพรรคพวกในทุกด้าน รวมถึงคดีในศาล
ด้วยเหตุดังกล่าว นักการเมืองที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ และระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ประสงค์ที่จะทุจริตกอบโกยผลประโยชน์เข้าตนเองและพรรคพวกโดยไม่คำนึงว่าจะเกิดผลเสียหายแก่ประเทศและประชาชน ย่อมจะมุ่งหวังเข้ามามีอำนาจในสภาผู้แทนราษฎร โดยทำทุกวิถีทางรวมถึงการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพื่อกลุ่มของตนเองจะได้มี ส.ส. เสียงข้างมากและมีสิทธิเข้ามาเป็นคณะรัฐมนตรีใช้อำนาจบริหารประเทศกระทำการตามที่ประสงค์ดังกล่าว และเพื่อความมั่นคงและปลอดภัยของตนเองจะไม่ถูกลงโทษทางอาญา และถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งอันเนื่องจากการทุจริตและประพฤติมิชอบของตน กลุ่มนักการเมืองที่ไม่หวังดีจะทุ่มเททุกวิถีทางเข้าครอบงำวุฒิสภา โดยวิธีการต่างๆ เช่น ส่งคนของตนเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และเมื่อมีสมาชิกวุฒิสภาเสียงส่วนใหญ่เป็นของตนเองแล้วก็เท่ากับว่า กลุ่มนักการเมืองหรือคณะบุคคลดังกล่าวเข้ามากุมอำนาจบริหารโดยทางนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี นิติบัญญัติ โดยทาง ส.ส.และ ส.ว. องค์กรอิสระ และตุลาการแต่เพียงผู้เดียว กระทำการคอรัปชั่นเงินงบประมาณแผ่นดินและเงินอนาคตของประเทศที่กู้จากต่างประเทศ และภายในประเทศอย่างลำพองใจ แม้ประชาชนห้าหมื่นคนขึ้นไปเข้าชื่อขอถอดถอนกลุ่มนักการเมืองและพรรคพวกที่ดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหารดังกล่าว แต่ผลสุดท้ายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็กำหนดให้วุฒิสภาเป็นผู้พิจารณาถอดถอน (มาตรา 304) และแน่นอนวุฒิสภาที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจกลุ่มนักการเมืองชั่วร้ายดังกล่าวย่อมจะมีมติไม่ถอดถอน ความหวังของประชาชนก็จะสูญเปล่า ขอให้ท่านผู้อ่านที่เคารพนึกตรึกตรองดูว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศและประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะด้านความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม
การร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มุ่งหวังการให้สิทธิ เสรีภาพ และส่วนร่วมในการปกครองของประชาชนเพิ่มขึ้น การเพิ่มอำนาจประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และการพยายามทำให้การใช้อำนาจรัฐสุจริตก็จะไม่บรรลุผล แต่จะกลายเป็นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มอบอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการให้แก่กลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น เปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญมีรูปลักษณ์เป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศแบบประชาธิปไตย แต่ก็ซ่อนอีกรูปลักษณ์หนึ่งคืออาจเป็นเครื่องมือของเผด็จการก็ได้
ปัจจุบันมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เกี่ยวกับการแทรกแซงและครอบงำวุฒิสภาชุดปัจจุบัน แม้แต่ ส.ว.ด้วยกันเองก็เคยเปิดโปงเกี่ยวกับการรับเงินรับทองของของ ส.ว.บางส่วน จนทำให้วุฒิสภาไม่อาจเป็นองค์กรผู้ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ตามเจตนารมณ์ของคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนวุฒิสภาชุดใหม่ เล่าลือกันว่าอาจกลายเป็น สภาวงศาคณาญาติ ของนักการเมือง ถ้าหากวุฒิสภาไม่สามารถทำหน้าที่เป็นองค์กรผู้ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจต้อง ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของความล้มเหลวในการปฏิรูปการเมือง (15) ประกอบกับการเกิดวิกฤตการเมืองดังกล่าว จึงเห็นสมควรที่จะมีการระดมความคิด ความเห็นจากทุกฝ่าย ทุกหน่วยงานในการปรับปรุง แก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สำหรับผู้เขียนในเบื้องต้นเห็นสมควรเสนอให้ 1) จำกัดอำนาจวุฒิสภาลงโดยมิให้ก้าวก่ายให้คุณให้โทษฝ่ายตุลาการเพื่อป้องกันกรณีการมีอำนาจออกกฎหมายเอง บังคับใช้กฎหมายเอง และตัดสินเองของคนกลุ่มเดียว 2) เพิ่มอำนาจภาคประชาชนให้มีส่วนควบคุมและกำกับการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ ด้วยวิธีการ ให้ประชาชนลงประชามติที่จะให้ฝ่ายบริหาร (คณะรัฐมนตรี) นิติบัญญัติ (ส.ส. และ ส.ว.) ดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่ หลังจากเข้าทำหน้าที่ได้ครบ 2 ปี แล้ว ซึ่งแม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำประชามติอยู่บ้าง แต่ก็คุ้มค่ากับการที่ประชาชนจะได้ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติที่ดีมาบริหารประเทศ รับผิดชอบงบประมาณแผ่นดินนับแสนล้านบาท อันจะนำมาซึ่งความมั่นคงในชีวิต การมีอิสระ เสรีภาพ และความผาสุขของประชาชน 3) ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจฝ่ายบริหาร คือ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ของ ส.ส. นั้น มิให้ถูกจำกัดด้วยจำนวนสมาชิก เช่น ถ้า ส.ส.ฝ่ายค้านในสภา มีเพียง 1 เสียง ก็สามารถขอเปิดอภิปรายดังกล่าวได้เพียงแต่ถูกจำกัดสิทธิจำนวนครั้งที่ขออภิปรายเท่านั้น เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจการดำเนินงานของฝ่ายบริหาร ของ ส.ส. นั้น ถือว่าเป็นหัวใจในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา หากมิอาจกระทำได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ก็ถือได้ว่าเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยระบบรัฐสภาที่สมบูรณ์หาได้ไม่
โดยสรุปประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะใช้ระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือระบบประธานาธิบดีจะประสบผลสำเร็จนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญ ความมั่นคง ประชาชนมีความผาสุกนั้น มีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วน ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบการปกครองที่ถูกต้อง ส่วนที่สอง ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่เข้ามาอยู่ในระบบ มีตำแหน่งหน้าที่ หากทำงานอย่างเต็มความสามารถโดยสุจริต ก็จะเป็นผลดีต่อประเทศชาติ หากทำงานโดยทุจริต ทรยศต่อหน้าที่ประชาชน ก็จะทำให้ประเทศชาติได้รับความเสียหาย และส่วนที่สามคือ ประชาชนในชาติต้องรู้ระบบการปกครองของประเทศ จึงจะสามารถใช้สิทธิหน้าที่ของประชาชนตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องทั้งไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ เราจึงควรศึกษาจากประเทศอังกฤษและญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศชั้นนำของโลกก็ล้วนแต่ปกครองโดยระบบรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เช่นให้มีการถ่ายทอดโทรทัศน์การเลือกตั้ง ส.ส.ทุกครั้งของประเทศอังกฤษและญี่ปุ่น อันจะทำให้ประชาชนชาวไทยเข้าใจในระบบการปกครองแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้ดียิ่งขึ้น อันจะเป็นผลดียิ่งกว่าการถ่ายทอดการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพราะต่างระบบกัน (16) และทุกคนที่เป็นคนไทยควรมีจิตสำนึกว่า เราควรจะตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน โดยการยกย่องคนดีแทนการยกย่องคนมีเงิน มีอำนาจ แต่ไม่ดีกันแล้วหรือยังเลิกกราบไหว้ คบค้าสมาคมกับคนไม่ดี โดยไม่เกรงกลัวอิทธิพล ไม่หวั่นต่ออันตราย สังคมควรจะพร้อมใจกันลงโทษคนจำพวกนี้ และยกย่องส่งเสริมคนดีให้มีกำลังใจ ให้เป็นตัวอย่างแก่ลูกหลานเราต่อไป (17)
(1) ยุงยุทธ แสงรุ่งเรือง , รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเพื่อประชาชนจริงหรือ ? , กฎหมายน่ารู้ เล่ม 2 ศาลจังหวัดนครพนม, (ร้อยเอ็ด : เอส.ซี.พี.โพพิชชิ่ง, 2540) หน้า 12 อ่านต่อ
(2) บท นำมติชน, ขัดแย้ง-แตกต่างในความเห็น, หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน (ปีที่ 29 ฉบับที่ 10197 9 กุมภาพันธ์ 2549) หน้า 2 อ่านต่อ
(3) ปิดบัญชีงวดแรกลากไส้ ทักษิณ ' , หนังสือพิมพ์โพส์ทูเดย์ (ปีที่ 4 ฉบับที่ 1102 12 กุมภาพันธ์ 2549) หน้า A 12 อ่านต่อ
(4) เกณฑ์ไม่หยุด ม็อบเชียร์ทะลักทำเนียบฯ , หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ (ปีที่ 3 ฉบับที่ 1100 10 กุมภาพันธ์ 2549) หน้า A 5 อ่านต่อ
(5) ประชาพิจารณ์, หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน (ปีที่ 29 ฉบับที่ 10198 10 กุมภาพันธ์ 2549) หน้า 14 อ่านต่อ
(6) ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง , เรื่องเดิม, หน้า 12 อ่านต่อ
(7) ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง , เรื่องเดิม, หน้า 13-15 อ่านต่อ
(8) ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง ,ผลกระทบจากอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาต่อความเป็นกลางของศาลยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ,งานวิจัยหลักสูตร ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่นที่ 4 วิทยาลัยการยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม,พ.ศ. 2548 หน้า 22-23 อ่านต่อ
(9) ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง, เรื่องเดิม, กฎหมายน่ารู้ เล่ม 2 ศาลจังหวัดนครพนม หน้า 14 อ่านต่อ
(10) คณะกรรมาธิการประชาสัมพันธ์ สภาร่างรัฐธรรมนูญ , ประชาชนได้อะไรจาก (ร่าง) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย , ฉบับประชาชน สิงหาคม 2540, (กรุงเทพฯ ,2540), หน้า 11 อ่านต่อ
(11) คณะกรรมาธิการประชาสัมพันธ์สภาร่างรัฐธรรมนูญ, เรื่องเดิม , หน้า 1 อ่านต่อ
(12) บวรศักดิ์ อุวรรณโณ , บทบาทของสมาชิกวุฒิสภา, วารสารศาลรัฐธรรมนูญ, (กรุงเทพ : สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, 2543), หน้า 18-19 อ่านต่อ
(13 ) จากพฤฒสภาตรายางมาเป็นวุฒิสภาของประชาชน , หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ (ปีที่ 4 ฉบับที่ 1096 21 ตุลาคม 2542) , หน้า 4 พิเศษ อ่านต่อ
(14) ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง, เรื่องเดิม,งานวิจัย หลักสูตร ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง ,หน้า 40-41 อ่านต่อ
(15) วุฒิสภาที่พึงประสงค์, หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, (ปีที่ 53 ฉบับที่ 17557 15 กุมภาพันธ์ 2549), หน้า 3 อ่านต่อ
(16) ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง , เรื่องเดิม, กฎหมายน่ารู้ เล่มที่ 2 ศาลจังหวัดนครพนม หน้า 14 อ่านต่อ
(17) คำกล่าวของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ , เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน, หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (ปีที่ 19 ฉบับที่ 6355 15 กุมภาพันธ์ 2549), หน้า 1 อ่านต่อ
|