ประวัติฯพณฯสันติ ทักราล

คุณวุฒิ

นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2506)
เนติบัณฑิตไทย (2507)
ประกาศนียบัตร Academy of American and International Law, S.M.U. , U.S.A. (2516)
ประกาศนียบัตรการอบรมผู้พิพากษา National College of State Judiciary. Nevada University , U.S.A. (2516)
ประกาศนียบัตร Administration of Criminal Justice. United National Asia and Far East Institute for the Prevention of Crime and Treatment of Offender, Japan (2520)
รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2523)
ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (2546)
ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2548)

 

รางวัลที่ได้รับ

พ . ศ .2546 ท่านได้รับรางวัล “ ผู้นำที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและอุทิศตนเพื่อความยุติธรรม ” จาก ศูนย์กฎหมายอเมริกันและกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองดัลลัส รัฐเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลระดับโลกนี้

 

ตำแหน่งงานปัจจุบัน

องคมนตรี
กรรมการกฤษฎีกา

 

ตำแหน่งราชการในอดีต

ผู้พิพากษาอาวุโสศาลภาษีอากรกลาง (2545-2548)
ประธานศาลฎีกา (2543-2544)
รองประธานศาลฎีกา (2542-2543)
ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา (2541-2542)
อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง (2539-2541)
ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา (2536-2539)

 

การสอน

วิทยากรบรรยาย หัวข้อ “ จริยธรรมสำหรับนักกฎหมาย ” ในการอบรมประสบการณ์วิชาชีพกฎหมาย
อาจารย์สอนเสริมชุดวิชากฎหมายอาญา 1, กฎหมายอาญา 2,
ฎหมายวิธีสบัญญัติ 1 ในทุกภาคการศึกษา
อาจารย์สอนวิชากฎหมายที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

 

งานเขียน

บทความเรื่อง “ คุณธรรมจริยธรรมในวิชาชีพกฎหมาย ”
บทความเรื่อง “ อุดมการณ์ของผู้พิพากษา ”

ผลงานที่สำคัญ

เป็นผู้ผลักดันระบบการพิจารณาคดีต่อเนื่องในศาลยุติธรรม

ท่านเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและมีการผลักดันให้บรรลุผลสำเร็จแห่งเป้าหมายนั้น อาทิ

ก่อนท่านดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา มีคดีค้างการพิจารณาอยู่ในศาลเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในคดีอาญาอุกฉกรรจ์ที่จำเลยอาจไม่ได้อนุญาตให้มีการปล่อยชั่วคราว (ประกันตัว) หรือจำเลยไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอ ที่จะร้องขอให้มีการปล่อยชั่วคราว ทำให้จำเลยในบางคดีต้องถูกขังในระหว่างพิจารณานานถึงสิบปีเศษ เมื่อท่านดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา ท่านจึงเร่งผลักดันให้มีการออกระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม คำแนะนำประธานศาลฎีกา ตลอดจนกำหนดนโยบายที่ชัดเจน เกี่ยวกับการพิจารณาคดีต่อเนื่อง ทำให้คดีที่ค้างพิจารณาอยู่เดิมในนั้น ลดจำนวนคดีลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมกว่า 25,000 คดี จนในปัจจุบันยังเหลือค้างอยู่เพียง 400 – 500 คดีเท่านั้น ส่วนคดีใหม่ที่ยื่นต่อศาลจะใช้เวลาเพียง 1 ถึง 2 ปี นับได้ว่าเป็นการคืนความยุติธรรมให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

เป็นผู้ริเริ่มให้มีการส่งคำคู่ความและเอกสารทางคดีโดยเจ้าพนักงานไปรษณีย์แทนเจ้าหน้าที่ศาล

เดิมการส่งคำคู่ความและเอกสารทางคดีต้องส่งโดยเจ้าพนักงานศาลซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการส่งค่อนข้างสูงเนื่องจากการเดินทางในบางท้องที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ( เช่น การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปยังจำเลยซึ่งอยู่ในท้องที่ห่างไกล ) ท่านจึงเล็งเห็นว่า ในบางคดีผู้เป็นโจทก์ต้องเสียค่าส่งเอกสารในอัตราสูงจนไม่คุ้มกับจำนวนทุนทรัพย์หรือจำนวนเงินที่เรียกร้องกัน ท่านจึงกำหนดข้อบังคับว่าด้วยการส่งคำคู่ความและเอกสารทางคดีเสียใหม่ กล่าวคือ ให้จัดส่งคำคู่ความและเอกสารทางคดีโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับด่วนพิเศษก่อน และให้คู่ความวางเงินค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการส่งเบื้องต้นเพียงไม่เกิน 500 บาท วิธีการนี้มีผลให้คู่ความในคดีสามารถลดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการส่งหมายลงอย่างมาก

เป็นแบบอย่างแห่งการสมถะและไม่ฟุ้งเฟ้อ

ด้วยเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นจะขจัดปัญหาการคอร์รัปชั่นและอิทธิพลต่างๆให้หมดไปจากสังคมไทย ทั้งนี้ เนื่องจากท่านประสงค์จะวางแนวปฏิบัติตนของข้าราชการให้ระมัดระวังเกี่ยวกับความประหยัดในการจัดงานเลี้ยงต้อนรับข้าราชการตุลาการชั้นผู้ใหญ่ในโอกาสที่ท่านไปตรวจราชการ หรือเดินทางไปรับตำแหน่ง และการจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันสำคัญของศาล ท่านจึงได้ออกคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำรงตนในโอกาสต่างๆของข้าราชการตุลาการ โดยเน้นความประหยัด และไม่สมควรเรี่ยไรเงินสนับสนุนจากจากบุคคลภายนอกซึ่งทำให้เสียภาพลักษณ์ของวงการศาลยุติธรรม แนวปฏิบัติดังกล่าวล้วนเป็นแบบอย่างแห่งการสมถะและไม่ฟุ้งเฟ้อ และน่าเคารพอย่างยิ่ง

 

อีเมลชนินาฏนะคะ
ติดต่อชนินาฏchaninatz@yahoo.co.th