นักกฎหมายไทยผู้เชี่ยวชาญด้านการสัมภาษณ์วีซ่าคู่หมั้น (K1) และวีซ่าคู่สมรส (K3) ณ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ณ ประเทศไทย

June 15th, 2009

สาวิตรี งาคม ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านวีซ่าคู่หมั้นอเมริกา และวีซ่าคู่สมรสสำหรับคนสัญชาติไทย เธอมีประสบการณ์ในการพาคนไทยไปสถานเอกอัครราชทูตสหสรัฐอเมริกา กรุงเทพมหานคร โดยการทำงานกับ
ชนินาฏ แอนด์ ลีดส์ ซึ่งเป็นบริษัทกฎหมายอเมริกัน ในกรุงเทพมหานคร นางสาวสาวิตรีเป็นผู้ดูแลขั้นตอนสุดท้ายของการสัมภาษณ์

Q: ผู้ขอวีซ่าต้องใช้เวลาที่สถานทูตนานเท่าใด และเวลาทำการของสถานทูตคือช่วงเวลาใด 
A: เวลาทำการของสถานทูต คือ 07.00-16.00 น. และผู้รอสัมภาษณ์ต้องใช้เวลาอยู่ที่สถานทูตประมาณ 3-4 ชั่วโมง หลังจากที่สถานทูตได้รับแพ็คเกจ 3 พวกเขาจะส่งแพ็คเกจ 4 ไปยังผู้ขอวีซ่า ซึ่งจะระบุวันที่ในการสัมภาษณ์ โดยปกติจะกำหนดวันสัมภาษณ์ภายใน 10-12 สัปดาห์หลังจากสถานทูตได้รับแพ็คเกจ 3 คืน วันสัมภาษณ์จะเรียงลำดับตามหมายเลขคำขอบนเว็ปไวต์ของสถานทูต
 
Q: เจ้าหน้าที่จะสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาไทย
A: เจ้าหน้าที่จะสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ แต่ก่อนการสัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคนไทยจะตรวจเอกสารของผู้ขอวีซ่าเป็นภาษาไทย

Q: ที่สถานทูตมีผู้เข้าแถวรอคิวจำนวนมากหรือไม่ มีที่นั่งหรือที่พักหรือไม่ มีอาหารหรือเครื่องดื่มหรือไม่
A: โดยปกติจะมีผู้เข้าแถวรอคิวยาวเพื่อเข้าอาคาร และยื่นเอกสาร แต่อันที่จริงแล้วขึ้นอยู่กับวัน บางวันคนอาจจะเยอะกว่าวันอื่น ด้านในมีที่นั่งสำหรับรอ แต่นอกอาคารไม่มี มีบริการน้ำดื่มแต่ไม่มีอาหารจำหน่าย

Q: ที่สถานทูตมีการรักษาความปลอดภัยที่ทางเข้าหรือไม่
A: สถานทูตเข้มงวดเรื่องการรักษาความปลอดภัยอย่างมาก โดยตรวจสิ่งของทีละคน และคุณต้องฝากโทรศัพท์มือถือ, ร่ม, อาวุธ และ Handy drive ของคุณไว้ที่ทางเข้า

Q: ในการสัมภาษณ์ฉันสามารถพาเพื่อนหรือทนายความไปในวันสัมภาษณ์ได้หรือไม่
A: ไม่ได้ เฉพาะผู้มีนัดสัมภาษณ์เท่านั้นที่จะได้รับสิทธิเข้าไปในห้องสัมภาษณ์

Q: ฉันควรจะเตรียมเอกสารอะไรไปบ้าง และฉันจะได้รับคืนหรือไม่
A: คุณจะถูกเรียกเอกสารที่จะใช้เป็นหลักฐานพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างคู่หมั้นหรือคู่สมรส เช่น อีเมล์หรือรายการโทรศัพท์ที่มีรายละเอียดของเบอร์โทรศัพท์ คุณสามารถเตรียมสำเนาเอกสารเหล่านั้นได้ แต่การยื่นต้นฉบับจะดีที่สุด เอกสารตัวจริงจะได้รับคืน

Q: คุณสามารถพูดได้หรือไม่ว่าผู้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จในการสัมภาษณ์
A: ฉันคิดว่าประมาณร้อยละ 80 จะประสบความสำเร็จ แต่บ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่จะเรียกเอกสารเพิ่มเติมเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาหรือคู่หมั้น
Q: สำหรับวีซ่าคู่หมั้นหรือวีซ่าคู่สมรส สาเหตุที่คนส่วนใหญ่จะถูกปฏิเสธวีซ่า
A: ตามประสบการณ์ของฉัน เชื้อ HIV เป็นสาเหตุหลักที่จะทำให้ถูกปฏิเสธวีซ่า แต่ผู้ขอวีซ่าสามารถยื่นขอ HIV WAIVER ในภายหลังที่ USCIS ได้
 
Q: เคยมีคู่สมรสหรือคู่หมั้นพยามยามที่จะหลอกลวงเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองหรือไม่ 
A: อันที่จริงแล้วเราไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับผู้พยายามฉ้อฉลเพื่อเข้าเมืองสหรัฐ โดยวีซ่าคู่หมั้น หรือวีซ่าคู่สมรส

Q: เจ้าหน้าที่สถานทูตสุภาพและอ่อนน้อมหรือไม่
A: เจ้าหน้าที่สุภาพ แต่เครังครัดในข้อเท็จจริงอย่างมาก

Q: สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาจะเก็บข้อมูลของผู้ขอวีซ่าไว้หรือไม่
A: ใช่ คำขอวีซ่าของคุณจะถูกเก็บไว้ในแฟ้ม

สวัสดีครับ เมื่อปีที่แล้วผมรับจำนองที่ดินไว้ 1 แปลงที่จังหวัดนครพนม ตอนนี้ผมต้องการบังคับจำนองที่ดินแปลงนี้ แต่ผมไม่สะดวกที่จะเดินทางไปจังหวัดนครพนมเพื่อดำเนินคดีบังคับจำนองครับ ไม่ทราบว่าผมจะดำเนินการอย่างไรได้บ้างครับ

May 25th, 2009

คำถาม : สวัสดีครับ เมื่อปีที่แล้วผมรับจำนองที่ดินไว้ 1 แปลงที่จังหวัดนครพนม ตอนนี้ผมต้องการบังคับจำนองที่ดินแปลงนี้ แต่ผมไม่สะดวกที่จะเดินทางไปจังหวัดนครพนมเพื่อดำเนินคดีบังคับจำนองครับ ไม่ทราบว่าผมจะดำเนินการอย่างไรได้บ้างครับ

คำตอบ : การฟ้องบังคับจำนองเป็นการฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยปกติการฟ้องคดีเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ สิทธิ หรือประโยชน์อื่นใดอันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์(ที่ดิน)นั้นตั้งอยู่ ดังนั้น โดยหลักแล้วคุณต้องยื่นขอบังคับจำนองที่จังหวัดนครพนมค่ะ ในกรณีที่คุณไม่สะดวก คุณสามารถยื่นฟ้องคดีต่อศาลที่ผู้จำนอง(เจ้าของที่ดิน)มีภูมิลำเนาอยู่ได้ ดังนั้นคุณต้องทราบก่อนว่าผู้จำนองมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดใด ซึ่งคุณอาจจะสะดวกกว่าการเดินทางไปจังหวัดนครพนมก็ได้ อย่างไรก็ตามในชั้นบังคับคดี(ขายทอดตลาดที่ดิน) คุณยังคงต้องบังคับคดีที่จังหวัดนครพนมอยู่ดีค่ะ

สวัสดีค่ะ ดิฉันขอสอบถามเรื่องมรดกนะคะ คือว่าดิฉันจดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติ พ่อของสามีซึ่งเป็นชาวต่างชาติ ได้เสียชีวิตในประเทศไทย โดยพ่อสามีมีคอนโดมิเนียมอยู่ในกรุงเทพ ซึ่งตอนนี้ภรรยาใหม่ของพ่อสามีกำลังจะขายคอนโดมิเนียม สามีของดิฉันต้องการตั้งตัวเองเป็นผู้จัดการมรดก แต่ก็กลัวว่าคอนโดมิเนียมจะถูกขายก่อนที่การตั้งผู้จัดการมรดกเรียบร้อย ดิฉันอยากทราบว่าจะมีทางแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรคะ ช่วยแนะนำด้วยค่ะ

May 21st, 2009

คำถาม : สวัสดีค่ะ ดิฉันขอสอบถามเรื่องมรดกนะคะ คือว่าดิฉันจดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติ พ่อของสามีซึ่งเป็นชาวต่างชาติ ได้เสียชีวิตในประเทศไทย โดยพ่อสามีมีคอนโดมิเนียมอยู่ในกรุงเทพ ซึ่งตอนนี้ภรรยาใหม่ของพ่อสามีกำลังจะขายคอนโดมิเนียม สามีของดิฉันต้องการตั้งตัวเองเป็นผู้จัดการมรดก แต่ก็กลัวว่าคอนโดมิเนียมจะถูกขายก่อนที่การตั้งผู้จัดการมรดกเรียบร้อย ดิฉันอยากทราบว่าจะมีทางแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรคะ ช่วยแนะนำด้วยค่ะ

คำตอบ : คุณควรรีบยื่นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดกโดยด่วน พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว เพื่อคุ้มครองมิให้มีการโอนขายคอนโดมิเนียมดังกล่าว รวมทั้งห้ามมิให้กระทำนิติกรรมใดๆ เพื่อจำหน่าย จ่าย โอนทรัพย์สินอื่นๆ จนกว่าจะตั้งผู้จัดการมรดกเรียบร้อย ดังนั้นคุณควรติดต่อทนายความ เพื่อดำเนินการเรื่องดังกล่าวโดยด่วน เพื่อประโยชน์ของคุณค่ะ   

ดิฉันเป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกัน พ่อของดิฉันเป็นชาวอเมริกัน ตอนนี้พ่อของดิฉันได้เสียชีวิตแล้วในประเทศไทย ดิฉันต้องการจะยื่นเรื่องขอตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของพ่อได้ไหมค่ะ เพราะพ่อของดิฉันเป็นชาวต่างชาติค่ะ ขอคำแนะนำด้วยนะคะ

May 19th, 2009

คำถาม : ดิฉันเป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกัน พ่อของดิฉันเป็นชาวอเมริกัน ตอนนี้พ่อของดิฉันได้เสียชีวิตแล้วในประเทศไทย ดิฉันต้องการจะยื่นเรื่องขอตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของพ่อได้ไหมค่ะ เพราะพ่อของดิฉันเป็นชาวต่างชาติค่ะ ขอคำแนะนำด้วยนะคะ

คำตอบ : ในเรื่องของการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกนั้น โดยปกติจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในขณะถึงแก่ความตาย ซึ่งตามกฎหมายแล้วคำว่า “ภูมิลำเนา” หมายถึง ที่อยู่ที่เป็นหลักแหล่ง ซึ่งในกรณีของคุณต้องดูด้วยว่าพ่อของคุณมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ โดยต้องดูจากประเภทของวีซ่าที่เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งทางเราต้องทราบข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อสามารถให้คำแนะนำได้ว่า พ่อของคุณเป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยในขณะถึงแก่ความตายหรือไม่ อย่างไรก็ตามหากพ่อของคุณไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทยแต่มีทรัพย์สินในประเทศไทยคุณก็สามารถยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลที่ทรัพย์นั้นตั้งอยู่ก็ได้ค่ะ 

กฎกระทรวง กำหนดลักษณะต้องห้ามของคนต่างด้าวซึ่งจะขอใบอนุญาตทำงาน พ.ศ.2552

May 17th, 2009

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามของคนต่างด้าวที่ขอใบอนุญาตเข้าทำงานตามมตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าวไว้ดังนี้
คนต่างด้าวซึ่งจะขอใบอนุญาตทำงานตามมาตรา 9 ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามดังนี้
(1) เป็นบุคคลวิกลจริตหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(2) เป็นผู้เจ็บป่วยด้วยโรคดังต่อไปนี้
     (ก) โรคเรื้อน
     (ข) วัณโรคในระยะอันตราย
     (ค) โรคเท้าช้างในระยะปรากฎอาการอันเป็นที่รังเกียจแก่สังคม
     (ง) โรคติดยาเสพติดให้โทษ
     (จ) โรคพิษสุราเรื้อรัง
     (ฉ) โรคซิฟิริสในระยะที่ 3
(3) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 126 ตอน 15 ก วันที่ 17 มีนาคม 2552

ดิฉันเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ลูกหนี้รายหนึ่ง ปลายปีที่แล้วดิฉันได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้และให้ลูกหนี้นำที่ดินมาจำนองเป็นประกันไว้ พร้อมทั้งจดทะเบียนจำนองไว้กับสำนักงานที่ดินค่ะ ตอนนี้ครบกำหนดชำระหนี้แล้ว แต่ดิฉันไม่ได้รับชำระหนี้เลย และติดต่อลูกหนี้ไม่ได้ด้วย ดิฉันกังวลใจมากค่ะ ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป ช่วยคลายความกังวลให้ด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ

May 11th, 2009

คำถาม : ดิฉันเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ลูกหนี้รายหนึ่ง  ปลายปีที่แล้วดิฉันได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้และให้ลูกหนี้นำที่ดินมาจำนองเป็นประกันไว้ พร้อมทั้งจดทะเบียนจำนองไว้กับสำนักงานที่ดินค่ะ ตอนนี้ครบกำหนดชำระหนี้แล้ว แต่ดิฉันไม่ได้รับชำระหนี้เลย และติดต่อลูกหนี้ไม่ได้ด้วย ดิฉันกังวลใจมากค่ะ ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป ช่วยคลายความกังวลให้ด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ

คำตอบ : ก่อนอื่นขอแจ้งให้คุณทราบเพื่อคลายความกังวลใจก่อนนะคะว่าคุณต้องดูหนังสือรับสภาพหนี้ด้วยว่าในสัญญาดังกล่าวกำหนดเงื่อนไขการชำระหนี้ไว้อย่างไรบ้าง คุณควรติดต่อทนายความ และนำเอกสารทั้งหมดให้ทนายความตรวจสอบก่อน และหากคุณไม่สามารถใช้วิธีอื่นใดในการติดต่อและติดตามลูกหนี้เพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้นั้น คุณสามารถที่จะดำเนินการฟ้องบังคับจำนองได้ แต่การฟ้องบังคับจำนองนั้น จะต้องมีการบอกกล่าวบังคับจำนองก่อน จึงจะสามารถดำเนินการฟ้องคดีได้ ดังนั้นเพื่อประโยชน์ของคุณ หากคุณต้องการได้รับชำระหนี้ดังกล่าว คุณควรติดต่อทนายความเป็นอันดับแรก

วีซ่า B : ภูมิหลังและ ผู้ฝึกงานด้านการแพทย์

May 4th, 2009

คำถาม : วีซ่า B : ภูมิหลังและ ผู้ฝึกงานด้านการแพทย์

คำตอบ : รูปแบบมาตรฐานของวีซ่าสหรัฐอเมริกา คือ วีซ่า B1 หรือ วีซ่า B2 (วีซ่าชั่วคราว) วีซ่าประเภท “B” ใช้กับผู้เดินทางมาท่องเที่ยว หรือมาเพื่อทำภารกิจเป็นระยะเวลาสั้นๆ วีซ่าประเภทนี้มีวิธีการใช้หลายรูปแบบมากกว่าวีซ่าสหรัฐอเมริกาประเภทอื่นๆ และผลคือถูกปฏิเสธมากกว่าเช่นกัน

กฎหมายไทยในทางปฏิบัติ เราแบ่งวีซ่าประเภท “B” ออกเป็น 2 ประเภท อันดับแรก คือ เมื่อคนสหรัฐอเมริกาต้องการขอวีซ่าเพื่อพาแฟนหรือเพื่อนเข้าไปในสหรัฐอเมริกา โดยที่ไม่ต้องขอวีซ่าคู่หมั้นหรือวีซ่าคู่สมรส

ในกรณีข้างต้น โดยปกติไม่ได้รับการยอมรับ และขอแนะนำให้ขอวีซ่าคู่หมั้นแทน เพราะส่วนใหญ่สถานทูตสหรัฐอเมริกาจะปฏิเสธวีซ่าประเภท “B” เนื่องจากสามีหรือภรรยาชาวไทยมักล้มเหลวในการแสดงการยืนยันความสัมพันธ์อย่างเพียงพอต่อประเทศไทย

อีกกรณีหนึ่ง คือ เราใช้วีซ่าประเภท “B” กับคนไทยที่เดินทางเข้าไปในสหรัฐอเมริกา เพื่อประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ซึ่งจะใช้วีซ่า B1 ซึ่งวีซ่า B1 นี้อนุญาตให้ท่องเที่ยว ทำธุรกิจเป็นระยะเวลาสั้นๆ ประชุม หรือการฝึกอบรมระยะเวลาสั้น และบางครั้งนักเรียนก็ใช้วีซ่าประเภท “B” เพื่อเดินทางมาดูโรงเรียน ก่อนที่จะขอวีซ่าประเภท F สำหรับนักเรียนหรือ วีซ่าประเภท J สำหรับการฝึกอบรม

แม้ว่า B1 จะเป็นวีซ่าที่ใช้สำหรับ การมาทำธุรรกิจเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ B1 ก็สามารถใช้กับการทำภารกิจที่ใช้ระยะเวลายาวได้ในกรณีเรื่องธุรกิจหรือการศึกษา

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของ วีซ่าประเภท B1 คือ วีซ่านี้ใช้กับ “ผู้ฝึกงานด้านการแพทย์” ของนักศึกษาแพทย์ที่จะมาฝึกอบรมทีโรงเรียนแพทย์ในสหรัฐอเมริกา โดย “ผู้ฝึกงานด้านการแพทย์” ต้องไม่ได้ค่าตอบแทน

วีซ่าประเภทนี้ใช้กับนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่3 หรือปีที่ 4 ที่เป็นชาวต่างชาติ ที่มาฝึกอบรมในโรงเรียนแพทย์ในสหรัฐอเมริกา วีซ่านี้ใช้สำหรับการฝึกงานเพื่อหาประสบการณ์ วีซ่า B1 จึงเป็นส่วนเติมเต็มในกรณีที่ขอวีซ่าประเภท F หรือ J ไม่ได้

การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในประเทศไทย

April 23rd, 2009

คำร้องที่พบบ่อยที่เราได้รับจากคนอเริกัน คือ ต้องการรับหลานชายหรือหลานสาวของพวกเขาเป็นบุตรบุญธรรม  มีกฎหมาย 2 ระบบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้แก่
1) กฎหมายไทยเรื่องการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
2) กฎหมายคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกา
ในกฎหมาย 2 ระบบนี้ กฎหมายคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกาเป็นอุปสรรคมากกว่า ในเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับข้อบังคับให้ต้องมีของการทดสอบความเป็นเด็กกำพร้า

กฎหมายคนเข้าเมืองสหรัฐแบ่งคนออกเป็นชาติต่างๆ ซึ่งต้องลงนามในสนธิสัญญา Hague เกี่ยวกับการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม หากชาติใดไม่ลงนามในสนธิสัญญาฉบับนี้จะต้องผ่านกระบวนการทดสอบความเป็นเด็กกำพร้า ในกรณีที่จะตัดสินว่าเด็กคนไหนกำพร้าหรือไม่นั้นต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายของสหรัฐอเมริกา สำหรับกฎหมายไทยกำหนดว่าเด็กต้องไม่มีพ่อแม่ หรือมีเพียงคนใดคนหนึ่งและบุคคลนั้นไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กได้ นอกจากนี้บุคคลนั้นต้องให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย  ทั้งนี้เด็กต้องอายุต่ำกว่า 16 ปีในขณะรับเป็นบุตรบุญธรรม หรืออายุ 16 หรือ 17 ปี ในกรณีที่เด็กเป็นพี่น้องของเด็กซึ่งถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมหรือจะถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมซึ่งอายุต่ำกว่า 16 ปี ที่มีพ่อแม่บุญธรรมคนเดียวกัน

พ่อแม่บุญธรรมต้องแต่งงานกับคนสหรัฐอเมริกาหรือไม่ได้แต่งงาน  และมีอายุ 25 ปีขึ้นไป โดยพ่อแม่บุญธรรมจะต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้ดูแลเด็กเพื่อเข้าสู่กระบวนการของสหรัฐอเมริกาต่อไป    

คนสหรัฐอเมริกามีความเชื่อที่ผิดว่า พวกเขาสามารถนำพาเด็กไทยกลับประเทศได้ แต่อันที่จริงแล้วการทำเช่นนั้นต้องดำเนินการตาม USCIS ก่อน โดย USCIS จะเป็นผู้บอกว่าเด็กคนนั้นกำพร้าจริงหรือไม่ โดยดูจากข้อกำหนดที่กฎหมายคนเข้าเมืองสหรัฐอเมริกากำหนดให้ต้องมี 

ผู้ที่มีประสบการณ์น้อยอาจต้องผิดหวังในการดำเนินกระบวนการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมของประเทศไทย เด็กที่ถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมอาจถูกปฏิเสธวีซ่าเข้าสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้พ่อแม่บุญธรรมต้องให้ความเอาใจใส่กับข้อกำหนดที่กฎหมายคนเข้าเมืองสหรัฐอเมริกาบังคับให้ต้องมี

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา (US Embassy)

March 20th, 2009

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ณ กรุงเทพมหานคร มีนโยบายใหม่ในปี 2009 ที่ต้องการให้คนไทยที่ขอวีซ่า ต้องผ่านการสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ และพบปัญหาว่าคนไทยที่ขอวีซ่าส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ถือเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าสำหรับผู้ขอวีซ่าประเภท K1 หรือ K3 ด้วย

นอกจากนี้สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกายังขอหลักฐานเพิ่มเติมในการยืนยันความสัมพันธ์เกี่ยวกับความเป็นคู่หมั้นและการแต่งงานของผู้ขอวีซ่า ดังนั้นผู้ที่จะขอวีซ่าประเภทนี้จึงต้องใส่ใจกับเรื่องนี้ด้วย

ฉันอยากฟ้องหย่าสามีชาวต่างชาติ ดิฉันอยากได้รับคำแนะนำจากทนายความที่ทำคดีหย่า ว่าดิฉันควรทำอย่างไรดี

February 24th, 2009

คำถาม : ฉันอยากฟ้องหย่าสามีชาวต่างชาติ ดิฉันอยากได้รับคำแนะนำจากทนายความที่ทำคดีหย่า ว่าดิฉันควรทำอย่างไรดี

คำตอบ : การหย่าของสามีภริยาที่มีสัญชาติต่างกันเป็นเรื่องพิเศษและจะยากกว่าสามีภริยาที่มีสัญชาติเดียวกัน เหตุผลที่ยากกว่าเพราะมีโอกาสที่มีเขตอำนาจศาลสองประเทศ และกฎหมายของสองประเทศจะไม่เหมือนกัน ตอนที่จะตัดสินใจว่าจะยื่นคำฟ้องหย่าที่ประเทศไหนต้องเช็คหลายๆเรื่อง เรื่องที่ 1 และเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ ประเทศอะไรเป็นเขตอำนาจศาล เขตอำนาจศาลคือ อำนาจของศาลที่จะฟ้องคดีและออกคำสั่ง ปกติเขตอำนาจศาลจะแล้วแต่ถิ่นที่อยู่ของผู้ฟ้องหรือจำเลย หรือที่ตั้งของทรัพย์สิน หรือสถานที่ที่มูลคดีเกิด เช่น ถ้าสองคนอยู่ที่ประเทศไทยและทำงานที่ประเทศไทยมานานแล้วเขตอำนาจศาลอาจจะอยู่ที่ประเทศไทย แต่ถ้าหากว่าฝ่ายหนึ่งในคู่สมรสอยู่ที่ประเทศอื่นหลายเดือนหรือหลายปีแล้วบางทีคุณจะมีโอกาศที่จะมีเขตอำนาจศาลของศาลของสองประเทศ และต้องตัดสินใจเลือกเขตอำนาจศาล

ถ้ามีทางเลือกระหว่างศาลของสองประเทศ มีหลายเรื่องที่ต้องพิจารณา คือ สามีอยู่ที่ประเทศไหน ทรัพย์สินของสามีและของคุณอยู่ที่ไหน ทรัพย์สินสมรส และลูกของคู่สมรสอยู่ที่ไหน ถ้าทรัพย์สิน ลูกและสามีอยู่ที่ประเทศอื่น และถ้าคุณอยากฟ้องนอกจากที่ที่สามีมีทรัพย์สินหรือสถานที่ที่ลูกอยู่ บางทีคำฟ้องจะไม่มีประโยชน์ ปกติคำสั่งที่จะสามารถใช้บังคับได้ จะเป็นคำสั่งที่บังคับที่ประเทศที่ออกคำสั่งนั้น ดังนั้นคุณจึงต้องใช้ความคิดดีๆว่าจะคุณยื่นคำฟ้องที่ศาลไหน

กฎหมายของสองประเทศถ้าคู่สมรสไม่ตกลงที่จะหย่า ที่ประเทศไทยต้องมีเหตุหย่าแต่ที่ยุโรป หรือ สหรัฐอเมริกา ศาลส่วนใหญ่ไม่มีความจำเป็นที่จะขอเหตุหย่า ใครฟ้องใครเกี่ยวกับการหย่าก็ได้

มีหลายๆเรื่องที่ต้องคิดถ้าจะฟ้องหย่าคู่สมรสที่ประเทศต่างกัน เรื่องที่ 1. คือ เขตอำนาจศาล 2. ลูก ทรัพย์สิน และก็  สาระสำคัญของคดีอยู่ในประเทศไหน 3. ความจำเป็น เครื่อข่าย และความจำเป็นของสองประเทศถ้ามีทางเลือก และยังมีเรื่องอื่นๆอีกด้วย ปกติเรื่องนี้เป็นกฎหมายเฉพาะมาก คุณควรหาทนายความที่มีความชำนาญเฉพาะในเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับคำฟ้องหย่าระหว่างประเทศเพราะเป็นเรื่องที่พิเศษมากและต้องพิจารณาหลายๆประเด็นเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ที่ดี่ที่สุดกับคุณ