สัญญาก่อนสมรสโดยทำผ่านสื่อทางสังคมออนไลน์สามารถปกป้องชื่อเสียงของคุณได้จริงหรือไม่?

July 15th, 2013

มันเป็นการยากที่จะผ่านช่วงเวลาของการหย่าร้างไปได้  แต่ความสัมพันธ์ที่สิ้นสุดลงในยุคของเฟซบุ๊ค และอินสตราแกรมจะสามารถมั่นใจได้อย่างไรว่าอะไรก็ตามที่เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างคุณกับคู่รักของคุณที่ถูกแชร์บนโลกออนไลน์จะยังคงเป็นเรื่องส่วนตัวอีกต่อไป

ผลลัพธ์ที่ได้คือคู่รักส่วนมากมักจะตกลงกันทำสัญญาก่อนสมรสผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเป็นแนวทางในการปกป้องรักษาชื่อเสียงให้เป็นเหมือนเดิม และรูปภาพอื้อฉาวที่อาจถูกเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตได้ ในยุคแห่งโลกดิจิตอล

นักกฎหมายไทยด้านการทำสัญญาก่อนสมรส
บริษัท ชนินาฏ แอนด์ ลีดส์ จำกัด มีความเชี่ยวชาญทางด้านการทำสัญญาก่อนสมรสในประเทศไทย

“คุณอาจจะมีโทรศัพท์มือถือ และได้ถ่ายรูปที่เปลือยท่อนบนของตัวคุณเองไว้ และคุณได้ให้รูปภาพแก่บุคคลที่คุณเกี่ยวข้องด้วย  แต่ถ้าคิดจะเลิกรากันไป รูปภาพเหล่านั้นจะเป็นอันตรายอย่างมาก”  ทนายความที่รักษาความปลอดภัยด้านอินเตอร์เน็ตคนหนึ่งได้กล่าวไว้

เขายังได้กล่าวอีกว่า สัญญาก่อนสมรสที่ทำผ่านสื่อสังคมออนไลน์จะมีลักษณะเป็นสัญญาที่เปิดเผยที่ถูกใช้กันโดยทั่วไปในโลกของธุรกิจ

ดังนั้นอะไรก็ตามที่ถูกแชร์บนโลกออนไลน์  ไม่ว่าจะเป็นความลับ  รูปภาพ  พาสเวิร์ดต่าง ๆ  สิ่งเหล่านั้นไม่ควรจะถูกแชร์ถ้าพวกเขาได้หย่าร้างกันไป

อย่างไรก็ดี การนำคดีไปฟ้องต่อศาลเพื่อปกป้องชื่อเสียงของคุณจะต้องมีค่าใช้จ่ายมาก และกระบวนการในการดำเนินคดีก็ยาวนาน

ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่าสิ่งเหล่านั้นมีผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่  แต่ปัญหาที่แท้จริงคือการพูดคุยเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวก่อนที่คุณจะลงชื่อลงบนกระดาษเหล่านั้น อย่างน้อยคุณก็รู้ว่าคุณได้กล่าวสิ่งนั้นอยู่ในสัญญาและบางครั้งในเวลาที่สงบสัญญาอาจจะปกป้องคุณได้ในภายหลัง

อย่างไรก็ดี วิธีที่ดีที่สุดที่จะป้องกันความเป็นส่วนตัวของคุณคือ พยายามเก็บรักษารูปภาพและข้อความของคุณให้เป็นส่วนตัวมากที่สุด

แต่งงานกับคนต่างชาติ ดีจริงหรือ?

November 29th, 2010

ในประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาปีละประมาณ 10 ล้านคน ดังนั้นจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไทยมีปฏิสัมพันธ์กับชาวต่างชาติได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีหญิงไทยแต่งงานกับชาวต่างชาติหลายแสนคน อย่างเช่น แต่งกับชาวเยอรมัน ฝรั่งเศส อเมริกัน อังกฤษ ฯลฯ ในการแต่งงานกับชาวต่างชาติของหญิงไทยดังกล่าวมีทั้งที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่และล้มเหลวในชีวิตคู่ โดยมีเปอร์เซ็นที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่มากกว่าที่ล้มเหลว

ช่องทางที่หญิงไทยรู้จักกับชาวต่างชาติได้ทรางใดบ้าง

ในปัจจุบัน พวกเราสามารถพบเห็นได้ทั่วไปว่าผู้หญิงไทยสามารถรู้จักกับชาวต่างชาติได้จากงานที่ตนเองทำ ผ่านเพื่อน ผ่านบริษัทจัดหาคู่ทางอินเตอร์เน็ต รวมถึงการที่ตนเองตั้งใจเลือกงานที่สามารถพบปะกับชาวต่างชาติได้โดยตรง แม้กระทั่งจากการเป็นเหยื่อในกระบวนการค้ามนุษย์อีกด้วย

ปัญหาเบื้องต้นที่เกิดขึ้นต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับชาวต่างชาติซึ่งมีอยู่หลายกรณี

การปรับตัว   เนื่องจากหญิงไทยกับชาวต่างชาติที่มีปฏิสัมพันธ์ด้วยนั้นมาจากคนละประเทศ ดังนั้นปัญหาที่ตามมาคือความแตกต่างทางด้าน วัฒนธรรม ความเชื่อ และการดำรงชวิต อันเป็นสาเหตุให้ทั้งสองฝ่ายต้องมีการปรับตัวเข้าหากัน ยากหรือง่ายขึ้นอยู่กับแต่ละคู่และแต่ละบุคคล  ดังนั้นหญิงไทยก่อนที่จะตัดสินใจสมรสกับชาวต่างชาติสมควรที่จะเรียนรู้นิสัยใจคอ วัฒนธรรมประเทศเขารวมถึงวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตของเขาแล้วค่อยๆปรับตัวเข้าหากัน

ภาษา    ภาษาเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการสื่อสารระหว่างกัน  ถ้าหากบุคคลสองคนไม่สามารถเข้าใจภาษาระหว่างกันได้ ถือได้ว่าเป็นอุปสรรคมากที่บุคคลสองคนจะทำความเข้าใจและปรับตัวเข้าหากัน  ดังนั้นในเบื้องต้นเพื่อที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันมากขึ้นและสามารถสานสัมพัธ์กันต่อไปได้ดีคือหญิงไทยควรที่จะเรียนรู้และเข้าใจภาษาของคนที่เราจะครองคู่อยู่ด้วยได้มากพอสมควรจึงจะสามารถทุเลาปัญหาเรื่องการเข้าใจผิดหรือไม่เข้าใจกันได้ดียิ่งขึ้น

การไม่รู้ถึงสิทธิและหน้าที่ของตัวหญิงไทยเองและคู่สมรสชาวต่างชาติ กล่าวคือ  หญิงไทยส่วนมากเมื่อแต่งงานกับชาวต่างชาติแล้วจะต้องมีการย้ายถิ่นฐานตามสามีเพื่อไปใช้ชีวิตคู่อยู่กับสามีที่ต่างประเทศ  ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อหญิงไทยไปอยู่ต่างประเทศกับสามีเมื่อมีปัญหากับสามี หญิงไทยก็จะกลายเป็นบุคคลซึ่งไม่มีที่พึ่งพิงอีกต่อไป  ดังนั้นสิ่งที่หญิงไทยควรรู้และสามารถทำได้ด้วยตนเองก็คือ เมื่ออยู่ต่างประเทศแล้วเกิดปัญหาไม่สามารถหันไปหาใครได้หญิงไทยเหล่านั้นสามารถติดต่อกับสถานฑูตประเทศไทยในต่างประเทศ เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือในเบื้องต้น  สิ่งสำคัญที่ท่านควรรู้อีกสิ่งหนึ่งคือ  ท่านควรศึกษาและเรียนรู้กฎหมายของประเทศที่ท่านต้องการจะไปอยู่หรือภายใต้กฎหมายที่ท่านสมรสอยู่เพื่อที่ท่านจะได้รู้ถึงสิทธิและหน้าที่ของท่านว่ามีสิ่งใดและอย่างไรบ้าง เพื่อป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบ 

อย่างไรก็ตาม  สิ่งสำคัญที่หญิงไทยควรรู้และควรปฏิบัติเป็นอย่างยิ่งก่อนตัดสินใจตกลงแต่งงานกับชาวต่างชาติคือ  สมควรแต่งงานร่วมชีวิตคู่กันอันอยู่บนพื้นฐานของความรัก เพื่อให้สามารถทุเลาปัญหาได้กรณีเมื่อมีปัญหากับสามีภายหลังแต่งงานแล้วโดนสามีทิ้งโดยไม่ใยดี ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงและมีมากมายในปัจจุบัน สิ่งที่สำคัญต่อมาคือ การศึกษานิสัยของบุคคลที่จะเป็นคู่สมรสของคุณให้ดีพอว่าสามารถเข้ากันได้ หรือไม่ได้เลย เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้ในภายหลัง  และสมควรอย่างยิ่งที่หญิงไทยควรรู้ข้อมูลส่วนตัวของบุคคลที่ท่านจะแต่งงานร่วมชีวิตด้วย อย่างเช่น รู้ที่อยู่ภูมิลำเนา  อาชีพ  และความเป็นอยู่ในครอบครัวของเขา  ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสามารถยืนยันได้เบื้องต้นว่าบุคคลที่ท่านจะแต่งงานด้วยเป็นใครมาจากไหน ท่านโดนหลอกหรือไม่ และยังเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการประกอบการตัดสินใจว่าจะแต่งงานร่วมชีวิตกับบุคคลที่เราจะเลือกหรือไม่ และสามารถเป็นข้อมูลเพื่อเป็นหลักฐานเผื่อไว้ในอนาคตกรณีที่เกิดปัญหาระหว่างกันได้อีกด้วย ซึ่งทำให้ท่านสามารถมั่นใจได้ว่าสามารถตามตัวพวกเขาได้ไม่ยาก

ดังนั้น  ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจแต่งงานกับชาวต่างชาติ การเตรียมการและเตรียมตัวที่ดีเป็นสิ่งสำคัญเพราะสิ่งนี้เองจะเป็นเหมือนอาวุธประจำกายไม่ให้ใครมาเอาเปรียบและทำร้ายท่านได้โดยที่ท่านไม่มีทางสู้

จะเห็นได้ว่าการแต่งงานกับชาวต่างชาติไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปถ้าหากท่านรู้วิธีการที่ถูกต้องว่าท่านควรจะเตรียมตัวอย่างไร เลือกอย่างไร และทำอย่างไรกับชีวิตของท่าน และสิ่งนี้เองที่จะบ่งบอกได้ว่าท่านได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดและทำดีที่สุดให้กับชีวิตของท่านแล้วหรือยัง

การเข้าเมืองสหรัฐอเมริกา และ การหย่าร้าง

August 19th, 2010

การสมรสสามารถทำให้เครียดพอแล้ว อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์เล็กน้อย ก็อาจจะพยายามได้ดีกว่าการหย่า  ดังนั้น  ทำในสิ่งที่ถูกต้องและเข้าใจระบบก่อนที่จะผูกปม สามารถป้องกันปัญหาที่จะตามมาได้

การสมรสระหว่าง คนสัญชาติสหรัฐอเมริกาและสัญชาติไทย กลายเป็นสิ่งที่ธรรมดา  และประเด็นคือ คู่แต่งงานมักจะวางแผนที่จะใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกา  ในการทำสิ่งนี้  โชคร้ายที่ต้องใช้การติดต่อผ่านทางเอกสารราชการเป็นส่วนใหญ่ โดยปกติแล้ว ตราบเท่ากับมีการสมรสที่แท้จริง และไม่มีอุปสรรคก่อนที่จะเข้าเมือง คู่สมรสไทย โดยปกติจะอาศัยในสหรัฐอเมริกาได้  และถึงแม้ทุกสิ่งจะจบลงอย่างเลวร้าย พวกเขาก็ยังคงได้รับอนุญาตให้ยังคงอยู่ต่อได้

ตัวเลือกวีซ่าอเมริกาของไทยที่หลากหลาย

สำหรับคู่สมรสชาวไทยของคนสัญชาติอเมริกาที่คิดถึงการเข้าเมืองสหรัฐ  มีทางเลือกหลักในการขอวีซ่าเมริกาสองทางคือ วีซ่าคู่หมั้น (K1 visa Fiancée) และวีซ่าแต่งงาน (K3 visa Marriage) ทั้งสองมีขั้นตอนและเงื่อนไข คือ
วีซ่าคู่หมั้น (K1 visa Fiancée) ขั้นตอน คือ มันรวดเร็วในการได้รับ และอนุญาตให้อยู่ชั่วคราวในสหรัฐอเมริกา
วีซ่าแต่งงาน (K3 visa Marriage) มันถูกกว่า ขึ้นอยู่กับการแต่งงานในประเทศไทย อนุญาตให้เดินทางได้โดยง่าย

การได้วีซ่า K1 หรือ K3 หมายความว่าแฟนคนไทย จะได้รับอนุญาตให้เข้าสหรัฐอเมริกา  แต่ถ้าการสมรสล้มเหลวลง พวกเขาจะต้องตรงกลับบ้านเลยรึเปล่า? ไม่จำเป็น
ถ้าการสมรสมีระยะเวลานานพอสมควร (โดยทั่วไปแล้ว 2 ปี) และทางราชการ เชื่อในความสัมพันธ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่นนั้น คู่สมรสไทย อาจจะสามารถอยู่ต่อในสหรัฐได้ ภายใต้เงื่อนไขที่แน่นอน

เงื่อนไขการอยู่อาศัย
สิ่งแรกที่คู่สมรสชาวไทยโดยวีซ่าแต่งงาน K3 จะได้รับเมื่อพวกเขาเข้าสู่สหรัฐ คือ “เงื่อนไข”
การอาศัยอยู่ถาวร ครองการสมรส ที่เกิดขึ้น ภายในระยะเวลาผ่านมาแล้ว2ปี ส่วนสำคัญนี้คือ “เงื่อนไข”

หลายๆสิ่งที่เกิดขึ้นได้ สามารถนำไปสู่ การที่คู่สมรสจะถูกเนรเทศ
พนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะรู้สึกว่าคู่สมรสชาวไทยอยู่ในอเมริกาโดยการฉ้อฉล หรือโดยการแต่งงานที่หลอกลวง  การอนุญาตให้อยู่อาจถูกคัดค้าน บุตรของคู่สมรสชาวไทย ในวีซ่า K4ก็จะได้รับความเสียหายอันเป็นผลจากกฎหมายคนเข้าเมืองด้วย

ทำการหย่า =การเนรเทศ?

การหย่าภายในระยะเวลา 2 ปี  มักจะเป็นการสิ้นสุดสถานะตามเงื่อนไขของคู่สมรสไทย ถ้านี่เป็นสภาพการณ์เลวร้าย ที่เกิดขึ้น มันก็สำคัญมากที่จะต้องพูดคุยกับ
นักกฎหมายเข้าเมืองของสหรัฐ  ปัจจัยที่สนับสนุน จะช่วยเป็นหลักฐาน ที่จะสนับสนุน ให้คู่สมรสไทยได้อยู่ในสหรัฐต่อไป  ตัวอย่างเช่น
- ถ้าคู่สมรสต่างชาติสามารถแสดงถึงการแต่งงานที่แท้จริงได้
- ถ้ามีบุตร เกิดขึ้นจากการแต่งงาน
- ถ้าคู่สมรสมีทรัพย์สินร่วมกัน
- ถ้าคู่สมรสชาวไทยถูกกระทำทารุณทางร่างกายระหว่างแต่งงาน
-ถ้าการเนรเทศ จะหมายถึงการเผชิญหน้ากับความยากลำบากอย่างแสนสาหัส
ถ้าครบ2ปีแล้ว สำหรับคู่สมรสชาวต่างชาติของพลเมืองอเมริกา มันเป็นไปได้ที่จะ ได้สถานะการอยู่อาศัยถาวร และได้สถานะพลเมืองภายใน 3 ปี (โดยปกติคุณจะต้องรอถึง5ปี)
ยังมีเงื่อนไขอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนั้นก็ยังคงต้องไปพบนักกฎหมายด้วย

ฉ้อโกงและทารุณกรรม
ถ้าพลเมืองสหรัฐคิดว่าตัวเองถูกหลอกให้แต่งงานด้วย เพื่อที่คู่หมั่นของพวกเค้าจะได้รับวีซ่า K3 ในประเทศไทยและได้รับกรีนการ์ดต่อมาเมื่อแต่งงานซึ่งเป็นขั้นตอนที่สามารถทำได้ ในอีกด้านหนึ่ง พลเมืองสหรัฐ ถือตามหลักแล้วก็สามารถฟ้องอาญาได้ถ้าพวกเขารู้ว่าการแต่งงานนั้นหลอกลวง
ความผิดฐานนี้เป็นบทหนัก และการดำเนินคดีตามกฎหมายก็เกิดจากสาเหตุทั่วไป

ถ้าคู่สมรสชาวไทยถูกทำร้ายเมื่อการสมรสเกิดขึ้นแล้ว เธอก็จะมีคุณสมบัติสำหรับการปฎิบัติอย่างพิเศษในสหรัฐ ต้องขอบคุณ พระราชบัญญัติป้องกันการทำร้ายหญิงเข้าเมือง

การหย่าในอเมริกา ไม่ได้ หมายความว่า คู่สมรสชาวไทย จะต้องเก็บกระเป๋าทันที  แต่มันหมายความว่าพวกเขาจะต้องรู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไรบ้าง

การปฏิเสธวีซ่าอเมริกา เนื่องจากการค้าประเวณีมีจำนวนเพิ่มขึ้น?

August 17th, 2010

จากประสบการณ์มากกว่า 20 ปีของเรา ในเรื่องวีซ่าและคนเข้าเมืองจากประเทศไทย  เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงระเบียบการเชิงนโยบายหลายครั้ง  ในการปกครองก่อนหน้านี้คำถามเกี่ยวกับ สถานะของ bar girl หรือ escort ในการขอวีซ่าสหรัฐอเมริกาของประเทศไทยมีค่อนข้างต่ำ   อย่างไรก็ตาม ประมาณช่วงเวลาเริ่มต้นของรัฐบาลกลางใหม่ ในปี 2008 พวกเราได้รับแจ้งรายงานเพิ่มขึ้นจากนักกฏหมายและที่ปรึกษากฎหมายด้านวีซ่าเกี่ยวกับกรณีที่สถานทูตอเมริกายึดมั่นในหลักการต่อต้านหญิงไทยที่ถูกสงสัยว่าจะพัวพันกับการค้าประเวณี

เหตุของการค้าประเวณี

เนื่องจากพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองและสัญชาติของสหรัฐอเมริกา ทำให้มีเหตุที่จะสามารถปฎิเสธการให้วีซ่าอเมริกาหลายประการ  มากกว่า 10 ปีที่ผ่านมา มีเหตุในการปฏิเสธเพียงประการเดียวเท่านั้น คือ เข้ามาในสหรัฐอเมริกา อย่างโดดเดี่ยว, ด้วยตัวเอง หรือเป็นประจำเพื่อเกี่ยวข้องกับการค้าประเวณี หรือ เกี่ยวข้องกับการค้าประเวณีภายใน10ปี นับแต่วันที่ยื่นขอวีซ่า ได้รับการยอมรับวีซ่า หรือปรับเปลี่ยนสถานะ

ตามสถิติทั่วโลกในปี 2009  บุคคล 44 คนถูกปฎิเสธวีซ่า เนื่องจากเหตุผลที่เขาตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าจะเกี่ยวพันกับการค้าประเวณี และ9คนจากทั้งหมด ที่ถูกปฎิเสธด้วยเหตุนี้ ต่อมาภายหลังได้รับเอกสารแสดงการสละสิทธิ์ จาก 2.5 ล้านของการปฏิเสธวีซ่าจากทั่วโลก การปฏิเสธด้วยเหตุผลของการค้าประเวณี เป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย สิ่งที่ทำให้สถิติแท้จริงไม่ปรากฎก็เพราะ หลายคู่จะละทิ้งการขอวีซ่ามากกว่าจะรอให้ถูกปฎิเสธ

การเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์ของสถานทูต

สถานทูตอเมริกาในกรุงเทพทำการสัมภาษณ์ผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากพลเมืองอเมริกา และสมัครเพื่อเข้าสหรัฐอเมริกาด้วยวีซ่าคู่หมั้น(K1 visa Fiancée) หรือวีซ่าแต่งงาน (K3 visa Marriage) แม้ว่า พวกเราจะสามารถช่วยนักกฎหมายที่มีปัญญาหาในการเตรียมการเพื่อการพิจารณาที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์การขอวีซ่าที่ผ่านมาสุภาษิตโบราณที่ว่าการป้องกันเพียงนิดเดียว มีกำลังมากกว่าการเยียวยามากมาย (กันไว้ก่อนดีกว่าแก้) คงจะถูกนำมาใช้ สำนักกฎหมายและทนายความในประเทศไทยด้านคนเข้าเมืองอเมริกา สามารถให้ข้อมูลวีซ่าและแนะนำล่วงหน้าได้ ก่อนที่จะมีปัญหาเกิดขึ้น

สถานทูตสหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นค่าธรรมเนียม

June 10th, 2010

กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ออกประกาศ ขึ้นค่าธรรมเนียมสำหรับการขอวีซ่าชั่วคราวซึ่งรวมถึง K1 Visa และ K3 Visa ในประเทศไทย มีผลบังคับในวันที่ 4 มิถุนายน 2553
ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มนี้ สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงใหม่ของ Machine Readable Visa (MRV) คนไทยที่ยื่นขอสัมภาษณ์วีซ่าของสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ ถูกเรียกให้แสดงใบเสร็จของค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า MRV   ฉะนั้น จึงไม่มี ค่าธรรมเนียมเดี่ยวสำหรับวีซ่าชั่วคราวอีกต่อไป

สถานทูตสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยได้แนะนำว่า ถ้าบุคคลใดไม่แน่ใจว่า วีซ่าประเภทใดกำหนดให้ต้องใช้ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า MRV บ้างก็ให้บุคคลนั้นชำระเงินบาทไทยมูลค่าเท่ากับ 140 US และสถานทูตจะกำหนดค่าธรรมเนียมที่ถูกต้อง ที่ ในวันนัดของวีซ่า และวิธีการจ่ายส่วนต่าง ให้สื่อของพวกเขาปล่อยข่าวว่า “เฉพาะบุคคลที่ได้รับคำสั่งไม่ต้องชำระจากสถานกงสุลเท่านั้นที่จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า MRV”   

ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า MRV สามารถชำระได้ที่ที่ทำการไปรษณีย์ไทย สถานทูตสหรัฐอเมริกาจะไม่อนุญาตให้ผู้ขอวีซ่า ชำระค่าธรรมเนียมที่ส่วนงานกงสุลของสถานทูตอเมริกา  ต่อไปนี้เป็นค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าชั่วคราว MRV

                       ประเภท                                 ค่าธรรมเนียม(ต่อบุคคล)
(a) วีซ่าชั่วคราวประเภทที่ไม่ต้องยื่นคำร้อง 
(ยกเว้นประเภทE) รวมถึงประเภท B, F, J และอื่นๆ         US$ 140
(b) วีซ่าชั่วคราวประเภท H, L, O, P, Q และR             US$ 150
(c) วีซ่าชั่วคราวประเภท E                                      US$ 390
(d) วีซ่าชั่วคราวประเภท K                                      US$ 350

คนไทยที่เคยได้รับการสนับสนุนโดยพลเมืองสหรัฐอเมริกา และกำลังขอวีซ่า K1, K2, K3 แล ะ K4  ปัจจุบันจะต้องชำระ 350 US$.

วีซ่าเข้าเมืองสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย

March 4th, 2010

กระบวนการออกวีซ่า และการปฏิเสธวีซ่า ที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย

ทนายความผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายการเข้าเมืองสหรัฐอเมริกาควรจะกลั่นกรองคดีของพวกเขาและตื่นตัวต่อลูกความเกี่ยวกับปัญหาในคดีของพวกเขาก่อนตอบรับทำคดี ลูกความบางคนเลือกที่จะยื่นคำขอวีซ่าทั้งๆที่มีโอกาสน้อยที่จะสำเร็จ ผู้ขอวีซ่าอื่นๆได้รับแจ้งข้อมูลผิดพลาดว่าพวกเขามีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับวีซ่า แต่ในทางข้อเท็จจริงพวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม รายงานนี้จัดหาข้อมูลเกี่ยวกับผลตอบรับทั่วไปในด้านลบที่ผู้ขอวีซ่าอาจจะได้รับเมื่อยื่นขอวีซ่าสหรัฐอเมริกา     

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยใช้แบบฟอร์ม OF-164 ในการออกคำปฏิเสธวีซ่า การปฏิเสธสามารถเป็นเรื่องที่สำคัญในการเรียกร้องการตอบกลับที่รวมถึงบันทึกด้านกฎหมายจากทนายความกฏหมายการเข้าเมือง หรือสามารถเป็นเรื่องทั่วไปที่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมใน 2-3 ขั้นตอนง่ายๆได้

มีอยู่สองปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปกติของกระบวนการวีซ่าที่ถูกกล่าวถึงอย่างเป็นแบบฉบับตามเลขมาตราในพระราชบัญญัติ The United Sates Immigration and Nationality (INA) ซึ่งมี มาตรา 214 (b) การปฏิเสธวีซ่า และ 221 g คำปฏิเสธวีซ่า นอกจากนี้การขอวีซ่าอาจจะอยู่ในหมวด กระบวนการบริหาร หรือหมายถึง หน่วยป้องกันการฉ้อฉล

214 (b) การปฏิเสธวีซ่า

ประเภทของการปฏิเสธนี้มักจะเกิดขึ้นกับวีซ่าชั่วคราว ที่พบบ่อยที่สุดคือวีซ่าท่องเที่ยว (วีซ่าประเภท B1 และ B2) อย่างไรก็ตามการปฏิเสธวีซ่าสามารถเกิดขึ้นกับวีซ่าชั่วคราวประเภทอื่นๆด้วย จุดประสงค์พื้นฐาน คือ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาเกรงว่าผู้ขอวีซ่าชั่วคราวนั้นจะไม่กลับมาประเทศบ้านเกิดของพวกเขาอีก หรือพูดอีกอย่างคือ พวกเขาไปเพื่อหาถิ่นที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา

มาตรา 214 (b) ของ INA ระบุว่า:

คนต่างด้าวทุกคนจะถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้อพยพจนกว่าเขาจะพิสูจน์ให้เป็นที่พอใจแก่เจ้าหน้าที่สถานกงสุล ในเวลาที่ยื่นคำขอสำหรับสิทธิในการเข้าเมืองได้ว่าเขาได้รับสิทธิในสถานะที่ไม่ใช่ผู้อพยพ…

มาตรา 214 (b) ต้องการให้สถานกงสุลสันนิษฐานว่าผู้ขอวีซ่าสหรัฐชั่วคราวทุกคนมีจุดประสงค์ที่จะอยู่ในสหรัฐอเมริกาอย่างถาวรแม้ว่าวีซ่าที่พวกเขายื่นขอนั้นจะเป็นแบบมีกำหนดระยะเวลา ดังนั้นผู้ขอวีซ่าต้องทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าพวกเขาตั้งใจที่จะกลับประเทศบ้านเกิดก่อนวีซ่าจะหมดอายุ

เจ้าหน้าที่กงสุลใช้เอกสารที่ได้รับมาพร้อมกับคำขอและการสัมภาษณ์ส่วนบุคคลในการตัดสินว่าผู้ขอตั้งใจหลีกเลี่ยงกฎของวีซ่าหรือไม่  ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่เชื่ออย่างชัดแจ้งในการพิสูจน์ถึงเจตนาที่จะกลับประเทศบ้านเกิดของผู้ยื่นคำร้อง เจ้าหน้าที่ก็จะปฏิเสธคำขอวีซ่า นี่คือสิ่งที่อ้างจากมาตรา 214 (b) การปฏิเสธวีซ่า

ผู้ขอวีซ่าต้องทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเขาเป็นเจ้าของที่พักอาศัยในประเทศบ้านเกิดของเขาซึ่งเขาไม่มีเจตนาที่จะละทิ้งไป พวกเขาทำสิ่งนี้เพื่อแสดงว่าพวกเขามี ”พันธะ” ที่หนักแน่นมากที่จะบังคับให้เขาต้องกลับจากสหรัฐอเมริกาเมื่อการอยู่ชั่วคราวจบลง

“พันธะ” คือรูปการต่างๆของชีวิตผู้ยื่นคำขอที่ผูกมัดไว้กับประเทศบ้านเกิด โชคไม่ดีที่ไม่มีกฎทั่วไปหรือปัจจัยประกอบการตัดสินใจซึ่งแนะแนวทางการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่กงสุล เจ้าหน้าที่ต้องใช้การฝึกฝน ประสบการณ์ และการตัดสินชี้ขาด ในการวิเคราะห์แบบรวบยอดในพันธะที่ปรากฏขึ้น พันธะที่หนักแน่นและน่าเชื่อถือ เช่น ความเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่สำคัญ ความเป็นเจ้าของบ้าน ประวัติการจ้างงานที่มั่นคง และสังคมและความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เข้มแข็ง และหนี้สิน แต่ละกรณีถูกพิจารณาเป็นรายบุคคลไป

ผู้ยื่นคำขอที่ได้รับการปฏิเสธวีซ่า 214 (b) อาจจะไม่อุทธรณ์คำตัดสินชี้ขาดของเจ้าหน้าที่กงสุล ผู้ยื่นคำขอจะไม่ได้เรียนรู้เหตุผลโดยเฉพาะเจาะจงสำหรับการปฏิเสธนอกเหนือจากข้อมูลที่พวกเขาทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อไม่สำเร็จว่าพวกเขาตั้งใจที่จะกลับประเทศบ้านเกิดก่อนวันที่วีซ่าหมดอายุ พวกเขาจะไม่ได้รับเงินค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าคืน อย่างไรก็ตาม พวกเขาสามารถยื่นคำขออีกครั้งพร้อมกับเอกสารสนับสนุนเพิ่มเติม

มาตรา 214 (b) การปฏิเสธวีซ่ามักจะเกิดขึ้นกับบุคคลที่ดำเนินการด้วยตนเอง (โดยไม่มีที่ปรึกษา) หรือผู้ขอวีซ่าที่มีตัวแทนผู้ดำเนินการที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสม ผู้ดำเนินการด้านการเข้าเมืองที่มีคุณสมบัติเหมาะสมควรจะป้องกันความเสี่ยงนี้ไว้ล่วงหน้าและให้คำแนะนำลูกความของพวกเขา

221 g คำปฏิเสธวีซ่า

เนื่องจากความซับซ้อนของกระบวนการขอวีซ่า จึงเป็นเรื่องธรรมดาของคำขอวีซ่าที่จะไม่สมบูรณ์ ที่สำเร็จอย่างไม่ถูกต้อง หรือการเรียกร้องการดำเนินการเพิ่มเติม ถ้าเป็นกรณีนี้ผู้ขอจะได้รับ 221 g จดหมายคำปฏิเสธวีซ่านี้อาจถูกอ้างถึง 221 g คำปฏิเสธวีซ่าด้วย

จดหมายนี้จะอธิบายข้อบกพร่องของคำขอและขั้นตอนที่ต้องการให้ผู้ขอแก้ไขปัญหา โดยไม่มีค่าธรรมเนียมคำขอเพิ่มเติม และบ่อยครั้งที่คำขอวีซ่าได้รับอนุมัติอย่างรวดเร็ว เมื่อเอกสารที่ต้องการนั้นได้ถูกจัดเตรียมหรือคำขอได้ถูกยื่นใหม่ตามคำสั่ง

ในทางกลับกัน 221 g การปฏิเสธอาจเรียกร้องข้อมูลหรือเอกสารเพิ่มเติม ที่อาจชี้ให้เห็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น เช่น ประวัติอาชญากรรม หรือการสมรสที่ฉ้อฉล ถ้าเจ้าหน้าที่กงสุลมีข้อสงสัยว่ามีสาเหตุแห่งการปฏิเสธวีซ่าที่ขึ้นอยู่กับข้อพิจารณาทางกฎหมาย อันดับแรกเธออาจจะต้องขอข้อมูลเพิ่มเติมตาม 221 g ถ้าข้อมูลและเอกสารที่ถูกร้องขอไม่สามารถทำให้เป็นที่พอใจต่อเจ้าหน้าที่กงสุลได้ก็อาจนำไปสู่การปฏิเสธที่เคร่งครัดหรือสถานการณ์ที่ต้องอุทธรณ์

กระบวนการบริหาร

คำขอวีซ่าบางคำขออาจจะเรียกร้องเวลาสำหรับดำเนินการเพิ่มเติม การตัดสินใจที่จะวางคำขอวีซ่าลงในหมวดนี้อาจมาก่อนหรือหลังการสัมภาษณ์ผู้ขอวีซ่ากับเจ้าหน้าที่กงสุล เหตุผลสำหรับการทบทวนคำขออย่างกว้างๆ อาจรวมสิ่งเหล่านี้ เช่น ชื่อที่ชนกันในฐานข้อมูล ความผิดพลาดหรือไม่สมบูรณ์ของข้อมูล หรือการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ว่าคำขอจำเป็นต้องมีการสืบสวนต่อไป

แม้ว่าคำขอบางคำขอจะมีกระบวนการภายในหกสิบวัน มันเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาถึงระยะเวลาที่คำขอวีซ่าที่อยู่ในสถานะกระบวนการบริหารและมี 2-3 ทางเลือกสำหรับผู้ขอวีซ่าในระหว่างช่วงเวลานี้ โดยปกติผู้ขอจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการไต่สวนใดๆ เกี่ยวกับสถานะของคำขอของพวกเขาในระหว่างระยะหกสิบวันแรก

หน่วยป้องกันการฉ้อฉล

ถ้าเจ้าหน้าที่กงสุลสงสัยว่าผู้ขอวีซ่าได้ให้ข้อมูลที่เป็นเท็จลงในคำขอหรือในระหว่างการสัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่อาจส่งคำขอนั้นไปยังหน่วยป้องกันการฉ้อฉล พวกเขาจะสืบสวนความฉ้อฉลที่ต้องสงสัยนั้นและอ้างอิงแต่ละบุคคล อย่างเหมาะสมสำหรับการดำเนินคดีตามกฎหมายภายใต้กฎหมายท้องถิ่นหรือกฎหมายสหรัฐอเมริกา การเข้าเมืองอย่างฉ้อฉลนั้นค่อนข้างจริงจัง และเป็นความผิดต่อสหรัฐ การตัดสินลงโทษสำหรับการสมรสและวีซ่าที่ฉ้อฉลสามารถมีผลสะท้อนที่คงอยู่เป็นเวลานานในระบบกระบวนยุติธรรมคดีอาญาและระบบกฎหมายคนเข้าเมือง มันไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับข้อกล่าวหาของรัฐที่จะสั่งว่าการเข้าเมืองฉ้อฉลและมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจากประเทศไทย

การปฏิเสธวีซ่าเข้าเมืองที่สูงขึ้นในนครโฮจิมินห์ ?

February 12th, 2010

สถานกงสุลสหรัฐอเมริกาในนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ได้รายงานปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนว่า จำนวนการปฏิเสธวีซ่าคู่สมรสสหรัฐ (วีซ่าสหรัฐ K3) และเป็นไปได้ที่วีซ่าคู่หมั้นสหรัฐ K1 จะถูกปฏิเสธเช่นกัน ความไม่พอใจต่อสถานกงสุลมีมากขึ้นแต่ยังไม่มีการไต่สวนอย่างเป็นทางการ  นอกจากนี้ความหวังของคู่สามีภรรยากำลังจะถูกทำลายในระหว่างการสัมภาษณ์รอบสุดท้ายที่สถานกงสุลโฮจิมินห์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ได้หยุดการสัมภาษณ์ ในบางกรณีหลังจากที่ผ่านไปเพียง 30 วินาที ก็ได้ประกาศว่าความสัมพันธ์ของคู่สามีภรรยาไม่สามารถพิสูจน์ได้ สถานเทูตสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย เจ้าหน้าที่ค่อนข้างไม่รวบรัด โดยการสัมภาษณ์สำหรับวีซ่าคู่หมั้นและคู่สมรสกำลังดำเนินการที่เป็นภาษาอังกฤษภาษาเดียวเท่านั้นเพิ่มมากขึ้น แนวโน้มนี้ทำให้คนไทยจำนวนมากลำบากในระหว่างการสัมภาษณ์หรือไม่สามารถตอบคำถามอย่างง่ายๆพวกเขาได้อย่างเพียงพอ โดยทั่วไป ทนายความที่ช่วยเหลือเกี่ยวกับการสัมภาษณ์วีซ่าสหรัฐที่สถานทูตทูตสหรัฐอเมริกา จะช่วยในการเตรียมลูกความของพวกเขาสำหรับการปฏิบัติที่พวกเขาสามารถคาดการณ์ได้ที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา เห็นได้ชัดว่าการเดิมพันมีสูงขึ้นเมื่อเป็นคำขอวีซ่าสำหรับสามี ภรรยา หรือบุตร และการเรียกร้องความสามารถทางภาษาอังกฤษจะยิ่งทำให้การสัมภาษณ์ตึงเครียดมากขึ้น

หัวใจที่โดดเดี่ยวในอเมริกา

January 26th, 2010

คุณได้พบกับหญิงคนรักชาวไทยในฝันของคุณ ในที่สุดคุณได้รับอนุมัติวีซ่าของเขา/เธอ และกำลังเตรียมที่จะตั้งถิ่นฐานที่สหรัฐอเมริกา ด้วยการเอาใจใส่เงื่อนไขทางกฎหมายทั้งหมด มีเพียงหนึ่งปัญหาสำคัญที่ต้องเผชิญ คือ คนรักของคุณจะปรับตัวในสหรัฐอย่างไร ผลกระทบจากการปรับตัวไม่ได้ทางวัฒนธรรมมักถูกมองข้ามและคนไทยจำนวนมากที่อพยพไปประเทศบ้านเกิดของคนรักของพวกเขาไม่ได้ถูกจัดเตรียมเพื่ออะไรที่จะทำให้ชีวิตของพวกเขาเหมือนอยู่ในต่างประเทศอย่างสมบูรณ์แบบ

การปรับตัวไม่ได้ทางวัฒนธรรมและโรคคิดถึงบ้าน

สำหรับพลเมืองต่างชาติผู้อพยพมาสหรัฐอเมริกากับคู่รักชาวอเมริกันของพวกเขา มักถูกสันนิษฐานว่าชีวิตใหม่และความสัมพันธ์ที่คนอเมริกันต้องเสนอให้นั้นจะให้ร่มเงาแก่ชีวิตครอบครัวไปแสนนาน แต่การปรับตัวไม่ได้ทางวัฒนธรรมนั้นโดยธรรมชาติจะทำเกิดโรคคิดถึงบ้านตามมา และสามารถทำให้เกิดความเครียดอย่างรุนแรงในช่วงแต่งงานใหม่ๆได้

ยกตัวอย่าง ถ้าผู้หญิงไทยอพยพไปสหรัฐอเมริกา เธอจะเผชิญกับโลกที่ห่างไกลจากความคาดหวังในอุดมคติที่เธอสร้างขึ้นจากภาพยนตร์ฮอลลีวูด นอกจากนี้วัฒนธรรมไทยและสื่อ เช่น เพลง การแสดงทางโทรทัศน์ ถูกทำให้คิดถึงอย่างมาก: อาหารอเมริกันไม่มีรสชาติ และร้านอาหารไทยนานๆครั้งจะมีฝีมือในการทำอาหารไทย และผลิตภัณฑ์ไทยมักจะไม่พบในซูเปอร์มาร์เก็ต อากาศหนาวของหลายสภาพแวดล้อมที่ต้องใช้เวลาที่จะเคยชินกับมัน และอาจจะทำให้เธออยู่บ้านมากกว่าเข้าสังคม ที่แย่ไปกว่านั้นถ้าทักษะภาษาอังกฤษของเธอไม่ดีพอ เธออาจจะพบว่ามันยากที่จะสื่อสาร ถ้าเธออยู่อาศัยอยู่แถวชานเมือง ห่างไกลจากความรีบเร่งของเมือง ถนนที่เงียบ สามารถทำให้เธอช็อคกับการเคยมีวิถีชีวิตคนเมือง: การปรับตัวสู่สภาพชานเมืองสำหรับจากสิ่งแวดล้อมที่เป็นชนบท (ในทำนองกลับกัน) สามารถปรับตัวยากพอกัน    

ชุมชนผู้อพยพชาวไทยจะช่วยเหลือหรือไม่?

เป็นความจริงที่ว่าหลายเมืองในอเมริกามีชุมชนผู้อพยพชาวไทย การรวมกลุ่มกับคนไทยนั้นเพื่อปกป้องผู้ที่เพิ่งอพยพเข้ามาเพื่อการปรับตัวสู่วัฒนธรรมอเมริกันที่กว้างขึ้น อย่างไรก็ตามสังคมผู้อพยพมักจะสมาคมกันเฉพาะพวกตนที่มีสัญชาติร่วมกันซึ่งนับว่าเป็นจุดอ่อน สำหรับคนอื่นๆนั้น บางเมืองจะไม่มีชุมชนคนไทยและคนไทยนั้นเริ่มพึ่งพาอินเตอร์เนท และแยกตัวเองออกจากคนอื่นแม้แต่คู่สมรสของเขา/เธอเอง

การปรับตัวไม่ได้ทางวัฒนธรรมและโรคคิดถึงบ้านเป็นสภาพความเป็นจริงสำหรับการอพยพมาด้วยวีซ่าคู่หมั้นหรือคู่สมรส และจะดีที่สุดถ้าคนรักที่อพยพมานั้นเตรียมตัวมาอย่างเพียงพอสำหรับชีวิตใหม่ของเขา/เธอ แน่นอนว่ามันสรุปได้ยาก และคนไทยบางคนปรับตัวได้อย่างง่ายดายในอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคู่สมรสเป็นผู้ใหญ่กว่าและมีความเอาใจใส่ต่อกัน อย่างไรก็ตามคนไทยอื่นๆ บางคนไม่สามารถปรับตัวในการใช้ชีวิตในอเมริกาได้ง่ายนัก บางคนไม่เคยอยู่ห่างจากครอบครัวของพวกเขา เป็นผลให้การแต่งงานแตกแยกและกลับประเทศไทย ทนายความอเมริกันในกรุงเทพมหานครสามารถช่วยคุณในทางกฎหมายในการรับคู่หมั้นคนไทยของคุณไปสหรัฐอเมริกา แต่การปรับตัวไม่ได้ทางวัฒนธรรมหรือแม้แต่โรคคิดถึงบ้านขึ้นอยู่กับการวางแผนทั้งหมดของคุณ การทิ้งคุณหรือที่รักของคุณต้องมีหัวใจที่โดดเดี่ยวในอเมริกา

วีซ่าประเภท T สำหรับเหยื่อของการค้ามนุษย์

January 18th, 2010

ตอนอายุ 14 ปี พ่อแม่ของ “เอมี่” ส่งเธอไปทำงานที่อเมริกา เธอได้ไปกับผู้ชายซึ่งการันตีความปลอดภัยและการจ้างงานที่เหมาะสมของเธอ เมื่อเธอเข้าไปในสหรัฐอเมริกา เธอถูกทุบตีและบังคับให้ทำงานโดยไม่ได้ค่าจ้างตามสัญญาแท้จริงจากการทำงานหลายชั่วโมงในครัวของร้านอาหารภายใต้การขู่เข็ญว่าจะทำร้ายร่างกาย

ในอดีต พระราชบัญญัติเหยื่อของการค้ามนุษย์และการป้องกันความรุนแรง ของปี 2000 เอมี่ถูกปฏิบัติอย่างผู้อพยพผิดกฎหมาย เหมือนเธอเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย พระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นขั้นตอนของรัฐบาลอเมริกันที่จะได้ทราบว่าเหยื่อของการค้ามนุษย์ถูกบีบบังคับและเอาเปรียบโดยน้ำมือของพวกค้ามนุษย์

“การค้ามนุษย์” หมายถึงกระบวนการที่ประชาชนถูกล่อลวงไปอยู่ในสถานการณ์ใหม่ๆ มักจะเกิดขึ้นในประเทศใหม่ พร้อมกับคำมั่นของการจ้างงานแต่ทว่าเป็นไปในรูปแบบของการเป็นทาส

การจัดให้มีวีซ่าประเภท T ถูกบรรจุอยู่ในการออกกฎหมายใหม่นี้อย่างเป็นวิธีที่จะให้การบรรเทาให้กับเหยื่ออย่างเอมี่ เช่นเดียวกันที่จะสืบและดำเนินคดีคนเหล่านั้นที่มีความรับผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์

รายละเอียดเฉพาะของวีซ่า T

วีซ่า T เป็นวีซ่าชั่วคราว 3 ปี ซึ่งอนุญาตให้เหยื่อของการค้ามนุษย์ที่รุนแรงนั้นได้อยู่ต่อไปในสหรัฐและช่วยในการบังคับตามกฎหมายที่จะสืบและดำเนินคดีเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ อาจยื่นคำขอสำหรับการเปลี่ยนสถานะเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรในภายหลัง ความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นคุณสมบัติสำหรับวีซ่าเสริม T

การที่จะทำให้มีคุณสมบัติสำหรับวีซ่า T โดยอย่างไรก็แล้วแต่ ต้องเป็นผู้ที่เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ที่รุนแรง อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ก) การค้าประเวณี: การรับ การซ่อนเร้น การส่ง การจัดหา หรือการรับคนเพื่อจุดประสงค์ของการค้าประเวณี สถานที่ซึ่งการค้าประเวณีถูกนำพาโดยการบังคับ การฉ้อฉล หรือการบีบบังคับ หรือบุคคลที่ถูกนำพาโดยการกระทำดังกล่าวมีอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือ ข) การค้าแรงงานผิดกฎหมาย: การรับ การซ่อนเร้น การส่ง การจัดหา หรือการรับคนสำหรับแรงงานหรือบริการผ่านการบังคับ การฉ้อฉล การบีบบังคับ เพื่อจุดประสงค์ที่จะบีบบังคับเป็นทาส คนรับใช้ หรือสาวใช้

วีซ่า T เรียกร้องที่จะให้คนสามารถช่วยเจ้าหน้าที่สหรัฐด้วยการขอความช่วยเหลืออย่างมีเหตุผล ถ้าเหยื่ออายุต่ำกว่า 18 ปี และกายและจิตใจไม่สามารถช่วยเจ้าหน้าที่ได้ เขาหรือเธอยังคงสามารถได้รับเลือกสำหรับวีซ่า T

นอกจากนี้  เหยื่อของการค้ามนุษย์ ต้องแสดงให้เห็นว่าเขาหรือเธอทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสถ้าต้องย้ายไปจากสหรัฐอเมริกา

การค้ามนุษย์จากประเทศไทย

โจ ลีดส์ นักกฎหมายอเมริกันในประเทศไทย มีความเห็นว่าคนไทยทำตัวให้เป็นเหยื่ออย่างดีในการค้ามนุษย์ไปสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆเอง บ่อยครั้งโดยการเป็นแรงงานเกษตร ในสถานการณ์ของการเป็นทาส ที่สามารถเริ่มด้วยการทำสัญญาจากผู้จัดหาแรงงาน ปัจจุบันกระทรวงแรงงานของประเทศไทยเรียกร้องให้ผู้จัดหาแรงงานต้องจดทะเบียน โดยยังคงมีพวกที่ไม่ได้จดทะเบียน “คนกลาง” ที่หลีกเลี่ยงการควบคุมที่เคร่งครัดของกระทรวงแรงงาน

การบรรเทาของเหยื่อการค้ามนุษย์

เมื่อเดือนมกราคม ปี 2009 มีการออกวีซ่า T เพียง 1,500 วีซ่า นับตั้งแต่เริ่มทำวีซ่านี้ ในปี 2000 แม้ว่าสามารถออกวีซ่า T ได้ 5,000 วีซ่าต่อปีก็ตาม สำหรับเหยื่อการค้ามนุษย์ไปสหรัฐอเมริกาอยู่ในช่วง 20,000-50,000 โดยประมาณ วีซ่าจำนวนต่ำเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าไม่เพียงพอต่อจำนวนของเหยื่อที่จะได้รับความช่วยเหลือตามความมุ่งหมายของวีซ่า T

แบบฟอร์ม G-28 ใหม่ที่บังคับใช้ในปัจจุบัน

January 11th, 2010

The United States Citizenship and Immigration Services (USCIS) ประกาศการออกแบบฟอร์มใหม่ของแบบฟอร์มแสดงการเป็นทนายความ ตัวแทนผู้ยื่นเอกสาร (Notice of Entry of Appearance as attorney or Accredited Representative – Form G-28) เช่นเดียวกันกับการแก้ไขแบบฟอร์มแสดงการเป็นทนายความนอกเขตภูมิภาคสหรัฐ (Notice of Entry of Appearance as attorney in Matters Outside the Geographical Confines of the United States – Form G-28I)  แบบฟอร์ม G-28 ใช้สำหรับการแจ้งต่อ USCIS ว่าทนายความหรือตัวแทนจะไปปรากฏตัวต่อ USCIS ในนามของลูกความ ในขณะที่ G-28I ใช้สำหรับแสดงคุณสมบัติของทนายความผู้ซึ่งจะไปปรากฏต่อสำนักงานรักษาความปลอดภัยภายในประเทศสหรัฐอเมริกานอกประเทศสหรัฐอเมริกา แบบฟอร์มใหม่ของ G-28 และ G-28I จะใช้ได้ภายหลังวันที่ 30 ตุลาคม แต่แบบฟอร์มเดิมทั้งหมดที่ยื่นก่อนวันนี้จะถูกพิจารณาอนุมัติโดยไม่เป็นโมฆะ