Archive for May, 2009

สวัสดีครับ เมื่อปีที่แล้วผมรับจำนองที่ดินไว้ 1 แปลงที่จังหวัดนครพนม ตอนนี้ผมต้องการบังคับจำนองที่ดินแปลงนี้ แต่ผมไม่สะดวกที่จะเดินทางไปจังหวัดนครพนมเพื่อดำเนินคดีบังคับจำนองครับ ไม่ทราบว่าผมจะดำเนินการอย่างไรได้บ้างครับ

Monday, May 25th, 2009

คำถาม : สวัสดีครับ เมื่อปีที่แล้วผมรับจำนองที่ดินไว้ 1 แปลงที่จังหวัดนครพนม ตอนนี้ผมต้องการบังคับจำนองที่ดินแปลงนี้ แต่ผมไม่สะดวกที่จะเดินทางไปจังหวัดนครพนมเพื่อดำเนินคดีบังคับจำนองครับ ไม่ทราบว่าผมจะดำเนินการอย่างไรได้บ้างครับ

คำตอบ : การฟ้องบังคับจำนองเป็นการฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยปกติการฟ้องคดีเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ สิทธิ หรือประโยชน์อื่นใดอันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ต้องยื่นฟ้องต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์(ที่ดิน)นั้นตั้งอยู่ ดังนั้น โดยหลักแล้วคุณต้องยื่นขอบังคับจำนองที่จังหวัดนครพนมค่ะ ในกรณีที่คุณไม่สะดวก คุณสามารถยื่นฟ้องคดีต่อศาลที่ผู้จำนอง(เจ้าของที่ดิน)มีภูมิลำเนาอยู่ได้ ดังนั้นคุณต้องทราบก่อนว่าผู้จำนองมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดใด ซึ่งคุณอาจจะสะดวกกว่าการเดินทางไปจังหวัดนครพนมก็ได้ อย่างไรก็ตามในชั้นบังคับคดี(ขายทอดตลาดที่ดิน) คุณยังคงต้องบังคับคดีที่จังหวัดนครพนมอยู่ดีค่ะ

สวัสดีค่ะ ดิฉันขอสอบถามเรื่องมรดกนะคะ คือว่าดิฉันจดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติ พ่อของสามีซึ่งเป็นชาวต่างชาติ ได้เสียชีวิตในประเทศไทย โดยพ่อสามีมีคอนโดมิเนียมอยู่ในกรุงเทพ ซึ่งตอนนี้ภรรยาใหม่ของพ่อสามีกำลังจะขายคอนโดมิเนียม สามีของดิฉันต้องการตั้งตัวเองเป็นผู้จัดการมรดก แต่ก็กลัวว่าคอนโดมิเนียมจะถูกขายก่อนที่การตั้งผู้จัดการมรดกเรียบร้อย ดิฉันอยากทราบว่าจะมีทางแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรคะ ช่วยแนะนำด้วยค่ะ

Thursday, May 21st, 2009

คำถาม : สวัสดีค่ะ ดิฉันขอสอบถามเรื่องมรดกนะคะ คือว่าดิฉันจดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติ พ่อของสามีซึ่งเป็นชาวต่างชาติ ได้เสียชีวิตในประเทศไทย โดยพ่อสามีมีคอนโดมิเนียมอยู่ในกรุงเทพ ซึ่งตอนนี้ภรรยาใหม่ของพ่อสามีกำลังจะขายคอนโดมิเนียม สามีของดิฉันต้องการตั้งตัวเองเป็นผู้จัดการมรดก แต่ก็กลัวว่าคอนโดมิเนียมจะถูกขายก่อนที่การตั้งผู้จัดการมรดกเรียบร้อย ดิฉันอยากทราบว่าจะมีทางแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรคะ ช่วยแนะนำด้วยค่ะ

คำตอบ : คุณควรรีบยื่นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดกโดยด่วน พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว เพื่อคุ้มครองมิให้มีการโอนขายคอนโดมิเนียมดังกล่าว รวมทั้งห้ามมิให้กระทำนิติกรรมใดๆ เพื่อจำหน่าย จ่าย โอนทรัพย์สินอื่นๆ จนกว่าจะตั้งผู้จัดการมรดกเรียบร้อย ดังนั้นคุณควรติดต่อทนายความ เพื่อดำเนินการเรื่องดังกล่าวโดยด่วน เพื่อประโยชน์ของคุณค่ะ   

ดิฉันเป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกัน พ่อของดิฉันเป็นชาวอเมริกัน ตอนนี้พ่อของดิฉันได้เสียชีวิตแล้วในประเทศไทย ดิฉันต้องการจะยื่นเรื่องขอตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของพ่อได้ไหมค่ะ เพราะพ่อของดิฉันเป็นชาวต่างชาติค่ะ ขอคำแนะนำด้วยนะคะ

Tuesday, May 19th, 2009

คำถาม : ดิฉันเป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกัน พ่อของดิฉันเป็นชาวอเมริกัน ตอนนี้พ่อของดิฉันได้เสียชีวิตแล้วในประเทศไทย ดิฉันต้องการจะยื่นเรื่องขอตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของพ่อได้ไหมค่ะ เพราะพ่อของดิฉันเป็นชาวต่างชาติค่ะ ขอคำแนะนำด้วยนะคะ

คำตอบ : ในเรื่องของการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกนั้น โดยปกติจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในขณะถึงแก่ความตาย ซึ่งตามกฎหมายแล้วคำว่า “ภูมิลำเนา” หมายถึง ที่อยู่ที่เป็นหลักแหล่ง ซึ่งในกรณีของคุณต้องดูด้วยว่าพ่อของคุณมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ โดยต้องดูจากประเภทของวีซ่าที่เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งทางเราต้องทราบข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อสามารถให้คำแนะนำได้ว่า พ่อของคุณเป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยในขณะถึงแก่ความตายหรือไม่ อย่างไรก็ตามหากพ่อของคุณไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทยแต่มีทรัพย์สินในประเทศไทยคุณก็สามารถยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลที่ทรัพย์นั้นตั้งอยู่ก็ได้ค่ะ 

กฎกระทรวง กำหนดลักษณะต้องห้ามของคนต่างด้าวซึ่งจะขอใบอนุญาตทำงาน พ.ศ.2552

Sunday, May 17th, 2009

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามของคนต่างด้าวที่ขอใบอนุญาตเข้าทำงานตามมตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าวไว้ดังนี้
คนต่างด้าวซึ่งจะขอใบอนุญาตทำงานตามมาตรา 9 ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามดังนี้
(1) เป็นบุคคลวิกลจริตหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(2) เป็นผู้เจ็บป่วยด้วยโรคดังต่อไปนี้
     (ก) โรคเรื้อน
     (ข) วัณโรคในระยะอันตราย
     (ค) โรคเท้าช้างในระยะปรากฎอาการอันเป็นที่รังเกียจแก่สังคม
     (ง) โรคติดยาเสพติดให้โทษ
     (จ) โรคพิษสุราเรื้อรัง
     (ฉ) โรคซิฟิริสในระยะที่ 3
(3) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 126 ตอน 15 ก วันที่ 17 มีนาคม 2552

ดิฉันเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ลูกหนี้รายหนึ่ง ปลายปีที่แล้วดิฉันได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้และให้ลูกหนี้นำที่ดินมาจำนองเป็นประกันไว้ พร้อมทั้งจดทะเบียนจำนองไว้กับสำนักงานที่ดินค่ะ ตอนนี้ครบกำหนดชำระหนี้แล้ว แต่ดิฉันไม่ได้รับชำระหนี้เลย และติดต่อลูกหนี้ไม่ได้ด้วย ดิฉันกังวลใจมากค่ะ ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป ช่วยคลายความกังวลให้ด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ

Monday, May 11th, 2009

คำถาม : ดิฉันเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ลูกหนี้รายหนึ่ง  ปลายปีที่แล้วดิฉันได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้และให้ลูกหนี้นำที่ดินมาจำนองเป็นประกันไว้ พร้อมทั้งจดทะเบียนจำนองไว้กับสำนักงานที่ดินค่ะ ตอนนี้ครบกำหนดชำระหนี้แล้ว แต่ดิฉันไม่ได้รับชำระหนี้เลย และติดต่อลูกหนี้ไม่ได้ด้วย ดิฉันกังวลใจมากค่ะ ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป ช่วยคลายความกังวลให้ด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ

คำตอบ : ก่อนอื่นขอแจ้งให้คุณทราบเพื่อคลายความกังวลใจก่อนนะคะว่าคุณต้องดูหนังสือรับสภาพหนี้ด้วยว่าในสัญญาดังกล่าวกำหนดเงื่อนไขการชำระหนี้ไว้อย่างไรบ้าง คุณควรติดต่อทนายความ และนำเอกสารทั้งหมดให้ทนายความตรวจสอบก่อน และหากคุณไม่สามารถใช้วิธีอื่นใดในการติดต่อและติดตามลูกหนี้เพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้นั้น คุณสามารถที่จะดำเนินการฟ้องบังคับจำนองได้ แต่การฟ้องบังคับจำนองนั้น จะต้องมีการบอกกล่าวบังคับจำนองก่อน จึงจะสามารถดำเนินการฟ้องคดีได้ ดังนั้นเพื่อประโยชน์ของคุณ หากคุณต้องการได้รับชำระหนี้ดังกล่าว คุณควรติดต่อทนายความเป็นอันดับแรก

วีซ่า B : ภูมิหลังและ ผู้ฝึกงานด้านการแพทย์

Monday, May 4th, 2009

คำถาม : วีซ่า B : ภูมิหลังและ ผู้ฝึกงานด้านการแพทย์

คำตอบ : รูปแบบมาตรฐานของวีซ่าสหรัฐอเมริกา คือ วีซ่า B1 หรือ วีซ่า B2 (วีซ่าชั่วคราว) วีซ่าประเภท “B” ใช้กับผู้เดินทางมาท่องเที่ยว หรือมาเพื่อทำภารกิจเป็นระยะเวลาสั้นๆ วีซ่าประเภทนี้มีวิธีการใช้หลายรูปแบบมากกว่าวีซ่าสหรัฐอเมริกาประเภทอื่นๆ และผลคือถูกปฏิเสธมากกว่าเช่นกัน

กฎหมายไทยในทางปฏิบัติ เราแบ่งวีซ่าประเภท “B” ออกเป็น 2 ประเภท อันดับแรก คือ เมื่อคนสหรัฐอเมริกาต้องการขอวีซ่าเพื่อพาแฟนหรือเพื่อนเข้าไปในสหรัฐอเมริกา โดยที่ไม่ต้องขอวีซ่าคู่หมั้นหรือวีซ่าคู่สมรส

ในกรณีข้างต้น โดยปกติไม่ได้รับการยอมรับ และขอแนะนำให้ขอวีซ่าคู่หมั้นแทน เพราะส่วนใหญ่สถานทูตสหรัฐอเมริกาจะปฏิเสธวีซ่าประเภท “B” เนื่องจากสามีหรือภรรยาชาวไทยมักล้มเหลวในการแสดงการยืนยันความสัมพันธ์อย่างเพียงพอต่อประเทศไทย

อีกกรณีหนึ่ง คือ เราใช้วีซ่าประเภท “B” กับคนไทยที่เดินทางเข้าไปในสหรัฐอเมริกา เพื่อประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ซึ่งจะใช้วีซ่า B1 ซึ่งวีซ่า B1 นี้อนุญาตให้ท่องเที่ยว ทำธุรกิจเป็นระยะเวลาสั้นๆ ประชุม หรือการฝึกอบรมระยะเวลาสั้น และบางครั้งนักเรียนก็ใช้วีซ่าประเภท “B” เพื่อเดินทางมาดูโรงเรียน ก่อนที่จะขอวีซ่าประเภท F สำหรับนักเรียนหรือ วีซ่าประเภท J สำหรับการฝึกอบรม

แม้ว่า B1 จะเป็นวีซ่าที่ใช้สำหรับ การมาทำธุรรกิจเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ B1 ก็สามารถใช้กับการทำภารกิจที่ใช้ระยะเวลายาวได้ในกรณีเรื่องธุรกิจหรือการศึกษา

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของ วีซ่าประเภท B1 คือ วีซ่านี้ใช้กับ “ผู้ฝึกงานด้านการแพทย์” ของนักศึกษาแพทย์ที่จะมาฝึกอบรมทีโรงเรียนแพทย์ในสหรัฐอเมริกา โดย “ผู้ฝึกงานด้านการแพทย์” ต้องไม่ได้ค่าตอบแทน

วีซ่าประเภทนี้ใช้กับนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่3 หรือปีที่ 4 ที่เป็นชาวต่างชาติ ที่มาฝึกอบรมในโรงเรียนแพทย์ในสหรัฐอเมริกา วีซ่านี้ใช้สำหรับการฝึกงานเพื่อหาประสบการณ์ วีซ่า B1 จึงเป็นส่วนเติมเต็มในกรณีที่ขอวีซ่าประเภท F หรือ J ไม่ได้