มองจากภายนอก สหรัฐอเมริกาและประเทศไทยไม่ได้ใกล้เคียงกันมากนัก อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่คล้ายคลึงกันอย่างชัดเจนคือสถานะของพวกเขาในฐานะประเทศเจ้าบ้านสำหรับคนเข้าเมืองทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมายนับพันคน ส่วนใหญ่หลบหนีเศรษฐกิจที่มีเพียงเล็กน้อยในประเทศบ้านเกิดของพวกเขาเพื่อหางานที่ดีกว่าในประเทศเพื่อนบ้าน
สำหรับประเทศไทย ผู้อพยพส่วนใหญ่มาจากประเทศพม่า ทำงานเกี่ยวกับประมง เกษตรกรรม ก่อสร้าง คอยช่วยคนในประเทศ มีคนจำนวนมากมาจากประเทศลาวและกัมพูชาด้วย ในสหรัฐอเมริกาคนอพยพส่วนใหญ่มาจากประเทศเม็กซิโก รัฐบาลของประเทศไทยและสหรัฐอเมริกากำลังทบทวนนโยบายเกี่ยวกับคนงานผู้อพยพ ประเทศไทยออกใบอนุญาตทำงานชั่วคราวกับถิ่นที่อยู่ชั่วคราวให้กับคนงานพม่า ใบอนุญาตนี้เป็นเสมือนวีซ่าสหรัฐอเมริกา เช่น วีซ่า H2-A สำหรับคนทำงานด้านเกษตรกรรม
สถานทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงเทพมหานคร และสถานกงสุลสหรัฐอเมริกาในจังหวัดเชียงใหม่ เร็วๆนี้ได้มีนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันจากมหาวิทยาลัยแคลิฟลอเนียร์ ชื่อฟิลลิป มาร์ติน มาพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในหลายๆการประชุมในประเทศไทย การประชุมเหล่านี้พูดกันเกี่ยวกับคำถามที่ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสิทธิของผู้อพยพ และความเป็นไปได้ในการที่จะขยายไปถึงเรื่องถิ่นที่อยู่ถาวร หรือความเป็นพลเมืองของคนงานที่อพยพ
ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ ประเทศไทยประกาศการลงทะเบียนใหม่สำหรับคนอพยพภายในประเทศ ระบบนี้มี 4 ขั้นตอน ก่อน วันที่ 31 กรกฎาคม พวกต่างด้าวต้องยื่นเอกสารขอจดทะเบียนแบบใหม่ดังกล่าว ถึงแม้ว่าจะได้เคยลงทะเบียนไปแล้วก็ต้องยื่นเอกสารอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาก่อน 14 สิงหาคม ผู้อพยพต้องไปตรวจสุขภาพ หลังจากขั้นตอนพวกนี้เท่านั้นที่ผู้อพยพจะยื่นคำขออนุญาตทำงานได้ ขั้นตอนสุดท้าย ผู้อพยพต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ (“National Verification”) หมายความว่าพวกเขาจะต้องรับรองความเป็นพลเมืองของพวกเขา
เมื่อเร็วๆนี้นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นี้ได้ชี้แจงว่ารัฐบาลไทยต้องทำให้ถูกกฎหมายเกี่ยวกับสถานภาพผู้อพยพเหล่านี้ และนำพวกเขาไปสู่ตลาดแรงงานปกติ
แต่หลายๆคนยังสงสัยว่าการพิสูจน์สัญชาติจะช่วยปกป้องสิทธิของผู้อพยพจริงหรือไม่ ผู้อพยพบางคนและกลุ่มผู้สนับสนุนการอพยพเชื่อว่ากระบวนการพิสูจน์สัญชาติจะเปิดเผยเรื่องราวของคนในครอบครัวของผู้อพยพเข้ามาเพื่อบีบบังคับโดยทางการพม่าหรือผลักดันให้ตัวผู้อพยพมีความเสี่ยงต่อการเนรเทศ