Archive for the ‘Labor Law’ Category

ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาอภิปรายในเรื่องคนงานผู้อพยพ

Tuesday, December 22nd, 2009

มองจากภายนอก สหรัฐอเมริกาและประเทศไทยไม่ได้ใกล้เคียงกันมากนัก อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่คล้ายคลึงกันอย่างชัดเจนคือสถานะของพวกเขาในฐานะประเทศเจ้าบ้านสำหรับคนเข้าเมืองทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมายนับพันคน ส่วนใหญ่หลบหนีเศรษฐกิจที่มีเพียงเล็กน้อยในประเทศบ้านเกิดของพวกเขาเพื่อหางานที่ดีกว่าในประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับประเทศไทย ผู้อพยพส่วนใหญ่มาจากประเทศพม่า ทำงานเกี่ยวกับประมง เกษตรกรรม ก่อสร้าง คอยช่วยคนในประเทศ มีคนจำนวนมากมาจากประเทศลาวและกัมพูชาด้วย ในสหรัฐอเมริกาคนอพยพส่วนใหญ่มาจากประเทศเม็กซิโก รัฐบาลของประเทศไทยและสหรัฐอเมริกากำลังทบทวนนโยบายเกี่ยวกับคนงานผู้อพยพ ประเทศไทยออกใบอนุญาตทำงานชั่วคราวกับถิ่นที่อยู่ชั่วคราวให้กับคนงานพม่า ใบอนุญาตนี้เป็นเสมือนวีซ่าสหรัฐอเมริกา เช่น วีซ่า H2-A สำหรับคนทำงานด้านเกษตรกรรม

สถานทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงเทพมหานคร และสถานกงสุลสหรัฐอเมริกาในจังหวัดเชียงใหม่ เร็วๆนี้ได้มีนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันจากมหาวิทยาลัยแคลิฟลอเนียร์ ชื่อฟิลลิป มาร์ติน มาพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในหลายๆการประชุมในประเทศไทย การประชุมเหล่านี้พูดกันเกี่ยวกับคำถามที่ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสิทธิของผู้อพยพ และความเป็นไปได้ในการที่จะขยายไปถึงเรื่องถิ่นที่อยู่ถาวร หรือความเป็นพลเมืองของคนงานที่อพยพ

ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ ประเทศไทยประกาศการลงทะเบียนใหม่สำหรับคนอพยพภายในประเทศ ระบบนี้มี 4 ขั้นตอน  ก่อน วันที่ 31 กรกฎาคม พวกต่างด้าวต้องยื่นเอกสารขอจดทะเบียนแบบใหม่ดังกล่าว ถึงแม้ว่าจะได้เคยลงทะเบียนไปแล้วก็ต้องยื่นเอกสารอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาก่อน 14 สิงหาคม ผู้อพยพต้องไปตรวจสุขภาพ หลังจากขั้นตอนพวกนี้เท่านั้นที่ผู้อพยพจะยื่นคำขออนุญาตทำงานได้ ขั้นตอนสุดท้าย ผู้อพยพต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ (“National Verification”) หมายความว่าพวกเขาจะต้องรับรองความเป็นพลเมืองของพวกเขา

เมื่อเร็วๆนี้นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นี้ได้ชี้แจงว่ารัฐบาลไทยต้องทำให้ถูกกฎหมายเกี่ยวกับสถานภาพผู้อพยพเหล่านี้ และนำพวกเขาไปสู่ตลาดแรงงานปกติ

แต่หลายๆคนยังสงสัยว่าการพิสูจน์สัญชาติจะช่วยปกป้องสิทธิของผู้อพยพจริงหรือไม่ ผู้อพยพบางคนและกลุ่มผู้สนับสนุนการอพยพเชื่อว่ากระบวนการพิสูจน์สัญชาติจะเปิดเผยเรื่องราวของคนในครอบครัวของผู้อพยพเข้ามาเพื่อบีบบังคับโดยทางการพม่าหรือผลักดันให้ตัวผู้อพยพมีความเสี่ยงต่อการเนรเทศ

สวัสดีครับ ผมทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งเป็นเวลา 2 ปีเศษแล้วครับ และบริษัทกำลังจะลดจำนวนพนักงานเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผมขอเรียนถามครับว่าหากผมถูกให้ออกจากงาน ในฐานะที่ผมส่งเงินประกันสังคมทุกเดือน ผมจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างใดจากการส่งเงินนี้หรือไม่ครับ

Tuesday, August 18th, 2009

คำถาม: สวัสดีครับ ผมทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งเป็นเวลา 2 ปีเศษแล้วครับ และบริษัทกำลังจะลดจำนวนพนักงานเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผมขอเรียนถามครับว่าหากผมถูกให้ออกจากงาน ในฐานะที่ผมส่งเงินประกันสังคมทุกเดือน ผมจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างใดจากการส่งเงินนี้หรือไม่ครับ

คำตอบ: ขออธิบายก่อนว่าเงินประกันสังคมหรือเงินสมทบกองทุนประกันสังคม หมายถึง เงินซึ่งถูกจัดเก็บจากลูกจ้างเพื่อเป็นทุนสำหรับจ่ายแก่ลูกจ้างในฐานะผู้ประกันตน ลูกจ้างที่ส่งเงินประกันสังคมจึงเป็นผู้ประกันตนที่จะได้รับความคุ้มครองกรณีว่างงาน  อย่างไรก็ตามต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขหลายประการ เช่น
- ต้องจ่ายเงินสมทบกรณีว่างงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน
- ต้องมิใช่ถูกเลิกจ้าง เนื่องจากทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง หรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย หรือฝ่าฝืนข้อบังคับ หรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายในกรณีร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาเจ็ดวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
- ต้องมิใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ
- ว่างงานมาแล้ว 7 วัน โดยจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนการว่างงานตั้งแต่วันที่ 8 นับแต่วันว่างงานจากการทำงานกับนายจ้างรายสุดท้าย
ตามข้อเท็จจริงที่คุณแจ้งว่าคุณเป็นลูกจ้างผู้ส่งเงินประกันสังคม คุณจึงมีฐานะเป็นผู้ประกันตน หากคุณอยู่
ภายใต้เงื่อนไขข้างต้น คุณจะเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินประกันสังคมกรณีว่างงาน โดยกฎกระทรวงแห่งกระทรวง
แรงงาน ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 126 วันที่ 15 มิถุนายน 2552 ได้กำหนดดังต่อไปนี้
- ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนซึ่งถูกเลิกจ้างในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 มีสิทธิได้รับเงินทดแทนในกรณีว่างเงาน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวันโดยให้ได้รับครั้งละไม่เกิน 240 วัน 
- ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ทดแทนตามวรรคหนึ่งยื่นขอรับผลประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเพราะเหตุถูกเลิกจ้างเกินกว่า 1 ครั้งในระยะเวลา 1 ปีปฏิทิน  ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนในกรณีว่างงานทุกครั้งได้ไม่เกิน 240 วัน
- ในกรณีที่ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานในระยะเวลา 1 ปีปฏิทินใด ไม่ครบกำหนดเวลา 240 วัน ให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน โดยนับระยะเวลาต่อเนื่องไปยังปีปฏิทินถัดไปได้