Archive for the ‘Uncategorized’ Category

ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม

Thursday, September 17th, 2009

ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม

เรื่อง เกณฑ์การรักษาเพื่อแปลงเพศ พ.ศ. ๒๕๕๒
  
เนื่องจากปัจจุบันมีการรักษาด้วยการแปลงเพศอย่างถาวรจำนวนมาก โดยที่ยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานและข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนในการให้การรักษา ดังนั้นเพื่อเป็นการคุ้มครองให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชนผู้มีความประสงค์ต้องการแปลงเพศ แพทยสภาในฐานะองค์กรวิชาชีพที่ควบคุมดูแลมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมจึงกำหนดข้อบังคับนี้

โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๑ (๓) (ช) และด้วยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษตามมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบมาตรา ๔๓ และมาตรา ๘๐ (๒) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการแพทยสภา จึงออกข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑  ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม เรื่อง เกณฑ์การรักษาเพื่อแปลงเพศ พ.ศ. ๒๕๕๒”
ข้อ ๒ [๑]  ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓  ตั้งแต่วันใช้ข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม เรื่อง เกณฑ์การรักษาเพื่อแปลงเพศ พ.ศ. ๒๕๕๒ นี้เป็นต้นไป ให้ยกเลิกบรรดากฎและข้อบังคับอื่น ๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วก่อนข้อบังคับนี้ หรือขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้ และให้ใช้ข้อบังคับนี้แทน
ข้อ ๔  ในข้อบังคับนี้

การรักษาเพื่อแปลงเพศ หมายความว่า การรักษาโรคหรือภาวะผิดปกติทางจิตเวช โดยวิธีการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนเพศชายให้เป็นเพศหญิงหรือเปลี่ยนเพศหญิงให้เป็นเพศชาย ทั้งนี้ให้รวมถึงการผ่าตัดหรือการรักษาด้วยวิธีการอื่น ที่หวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสรีระของร่างกายหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศอย่างถาวร เช่น การตัดอัณฑะออกทั้งหมด เป็นต้น

“จิตแพทย์” หมายความว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ได้รับวุฒิบัตร หรือหนังสืออนุมัติแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขา จิตเวชศาสตร์ หรือ จิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่นจากแพทยสภา

“ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่มีสิทธิกระทำการผ่าตัดศัลยกรรมแปลงเพศ” ได้แก่ ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ผ่านการอบรมหลักสูตร หรือแสดงให้เห็นได้ว่ามีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการทำศัลยกรรมแปลงเพศ โดยได้รับการรับรองจากแพทยสภา

“แพทย์ด้านต่อมไร้ท่อ” หมายความว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ได้รับวุฒิบัตร หรือหนังสืออนุมัติแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขา อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม กุมารเวชศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม และสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยาจากแพทยสภา
ข้อ ๕  การทำศัลยกรรมแปลงเพศตามข้อบังคับนี้จะกระทำได้ใน

(๑) ผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ ๑๘ ปี แต่ยังไม่ถึง ๒๐ ปี ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมด้วย
(๒) ผู้ป่วยที่มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์

ข้อ ๖  ในกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจะทำการศัลยกรรมแปลงเพศเพื่อรักษาผู้ที่มีพฤติกรรมสับสนในเพศตนเองและต้องการทำศัลยกรรมแปลงเพศ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และขั้นตอน ตามประกาศแนวทางปฏิบัติของแพทยสภา โดยต้องผ่านการประเมิน และได้รับการรับรองจากจิตแพทย์จำนวนสองท่าน ว่ามีข้อบ่งชี้ที่จะต้องทำการผ่าตัด

ประกาศ ณ วันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒
สมศักดิ์  โล่ห์เลขา
นายกแพทยสภา

ดิฉันแยกกันอยู่กับสามี เรามีลูกด้วยกัน แต่ต่อมาสามีดิฉันแอบพาลูกไปต่างประเทศโดยดิฉันไม่รู้เรื่องและไม่ได้ยินยอมให้เขาพาลูกไป ดิฉันอยากให้สามีพาลูกกลับมาอยู่ประเทศไทย แต่เขาไม่ยอม ดิฉันอยากทราบว่าดิฉันต้องทำยังไงต่อไปคะ?

Thursday, August 6th, 2009

คำถาม: ดิฉันแยกกันอยู่กับสามี เรามีลูกด้วยกัน แต่ต่อมาสามีดิฉันแอบพาลูกไปต่างประเทศโดยดิฉันไม่รู้เรื่องและไม่ได้ยินยอมให้เขาพาลูกไป ดิฉันอยากให้สามีพาลูกกลับมาอยู่ประเทศไทย แต่เขาไม่ยอม ดิฉันอยากทราบว่าดิฉันต้องทำยังไงต่อไปคะ?

คำตอบ: กรณีข้อเท็จจริงของคุณ ต้องพิจารณาว่า การกระทำของสามีของคุณจะเข้าหลักเกณฑ์การลักพาเด็กข้ามชาติตามอนุสัญญากรุงเฮก ว่าด้วยลักษณะทางแพ่งในการลักพาเด็กข้ามชาติหรือไม่ ซึ่งจะต้องพิจารณาว่าอำนาจปกครองบุตรอยู่ที่ใคร และในขณะที่สามีของคุณนำเอาตัวเด็กไปนั้น เป็นการละเมิดการปกครองบุตรตามกฎหมายของประเทศไทยหรือไม่ และต้องมีการใช้สิทธิปกครองตัวบุตรอย่างแท้จริง  โดยอาจกล่าวได้ว่ามีการ ลักพาตัวเด็กไปโดยละเมิดอำนาจปกครองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย ทั้งนี้หากการกระทำเข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าว ก็สามารถนำอนุสัญญากรุงเฮก มาใช้บังคับเพื่อให้สามีพาลูกกลับมาอยู่ประเทศไทยได้ค่ะ โดยคุณสามารถดำเนินการได้ 2 วิธี ดังนี้

วิธีที่ 1 ยื่นคำร้องให้ส่งตัวเด็กกลับคืนประเทศไทยต่อ สำนักงานอัยการสูงสุด ฝ่ายสำนักงานต่างประเทศ จากนั้นสำนักงานอัยการสูงสุด ฝ่ายสำนักงานต่างประเทศจะยื่นคำร้องต่อผู้ประสานงานกลางของประเทศที่เด็กถูกลักพาไป ซึ่งจะต้องดูว่าประเทศที่เด็กถูกลักพาไปนั้นเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยลักษณะทางแพ่งในการลักพาเด็กข้ามชาติ พ.ศ.2523 ( Hague Convention on the Civil Aspects of  International Child Abduction 1980 ) หรือไม่ จากนั้นทางประเทศที่เด็กถูกลักพาไปอยู่นั้นจะเป็นผู้ดำเนินการส่งคืนตัวเด็กต่อไป

วิธีที่ 2 คุณสามารถที่จะยื่นคำร้องขอให้ส่งคืนตัวเด็กต่อผู้ประสานงานกลางของประเทศที่เด็กถูกลักพาไปอยู่โดยตรงได้

สวัสดีค่ะ ดิฉันขอสอบถามเรื่องมรดกนะคะ คือว่าดิฉันจดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติ พ่อของสามีซึ่งเป็นชาวต่างชาติ ได้เสียชีวิตในประเทศไทย โดยพ่อสามีมีคอนโดมิเนียมอยู่ในกรุงเทพ ซึ่งตอนนี้ภรรยาใหม่ของพ่อสามีกำลังจะขายคอนโดมิเนียม สามีของดิฉันต้องการตั้งตัวเองเป็นผู้จัดการมรดก แต่ก็กลัวว่าคอนโดมิเนียมจะถูกขายก่อนที่การตั้งผู้จัดการมรดกเรียบร้อย ดิฉันอยากทราบว่าจะมีทางแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรคะ ช่วยแนะนำด้วยค่ะ

Thursday, May 21st, 2009

คำถาม : สวัสดีค่ะ ดิฉันขอสอบถามเรื่องมรดกนะคะ คือว่าดิฉันจดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติ พ่อของสามีซึ่งเป็นชาวต่างชาติ ได้เสียชีวิตในประเทศไทย โดยพ่อสามีมีคอนโดมิเนียมอยู่ในกรุงเทพ ซึ่งตอนนี้ภรรยาใหม่ของพ่อสามีกำลังจะขายคอนโดมิเนียม สามีของดิฉันต้องการตั้งตัวเองเป็นผู้จัดการมรดก แต่ก็กลัวว่าคอนโดมิเนียมจะถูกขายก่อนที่การตั้งผู้จัดการมรดกเรียบร้อย ดิฉันอยากทราบว่าจะมีทางแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรคะ ช่วยแนะนำด้วยค่ะ

คำตอบ : คุณควรรีบยื่นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดกโดยด่วน พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว เพื่อคุ้มครองมิให้มีการโอนขายคอนโดมิเนียมดังกล่าว รวมทั้งห้ามมิให้กระทำนิติกรรมใดๆ เพื่อจำหน่าย จ่าย โอนทรัพย์สินอื่นๆ จนกว่าจะตั้งผู้จัดการมรดกเรียบร้อย ดังนั้นคุณควรติดต่อทนายความ เพื่อดำเนินการเรื่องดังกล่าวโดยด่วน เพื่อประโยชน์ของคุณค่ะ   

ดิฉันเป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกัน พ่อของดิฉันเป็นชาวอเมริกัน ตอนนี้พ่อของดิฉันได้เสียชีวิตแล้วในประเทศไทย ดิฉันต้องการจะยื่นเรื่องขอตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของพ่อได้ไหมค่ะ เพราะพ่อของดิฉันเป็นชาวต่างชาติค่ะ ขอคำแนะนำด้วยนะคะ

Tuesday, May 19th, 2009

คำถาม : ดิฉันเป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกัน พ่อของดิฉันเป็นชาวอเมริกัน ตอนนี้พ่อของดิฉันได้เสียชีวิตแล้วในประเทศไทย ดิฉันต้องการจะยื่นเรื่องขอตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของพ่อได้ไหมค่ะ เพราะพ่อของดิฉันเป็นชาวต่างชาติค่ะ ขอคำแนะนำด้วยนะคะ

คำตอบ : ในเรื่องของการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกนั้น โดยปกติจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในขณะถึงแก่ความตาย ซึ่งตามกฎหมายแล้วคำว่า “ภูมิลำเนา” หมายถึง ที่อยู่ที่เป็นหลักแหล่ง ซึ่งในกรณีของคุณต้องดูด้วยว่าพ่อของคุณมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ โดยต้องดูจากประเภทของวีซ่าที่เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งทางเราต้องทราบข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อสามารถให้คำแนะนำได้ว่า พ่อของคุณเป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยในขณะถึงแก่ความตายหรือไม่ อย่างไรก็ตามหากพ่อของคุณไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทยแต่มีทรัพย์สินในประเทศไทยคุณก็สามารถยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลที่ทรัพย์นั้นตั้งอยู่ก็ได้ค่ะ 

กฎกระทรวง กำหนดลักษณะต้องห้ามของคนต่างด้าวซึ่งจะขอใบอนุญาตทำงาน พ.ศ.2552

Sunday, May 17th, 2009

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามของคนต่างด้าวที่ขอใบอนุญาตเข้าทำงานตามมตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าวไว้ดังนี้
คนต่างด้าวซึ่งจะขอใบอนุญาตทำงานตามมาตรา 9 ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามดังนี้
(1) เป็นบุคคลวิกลจริตหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(2) เป็นผู้เจ็บป่วยด้วยโรคดังต่อไปนี้
     (ก) โรคเรื้อน
     (ข) วัณโรคในระยะอันตราย
     (ค) โรคเท้าช้างในระยะปรากฎอาการอันเป็นที่รังเกียจแก่สังคม
     (ง) โรคติดยาเสพติดให้โทษ
     (จ) โรคพิษสุราเรื้อรัง
     (ฉ) โรคซิฟิริสในระยะที่ 3
(3) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 126 ตอน 15 ก วันที่ 17 มีนาคม 2552

ดิฉันเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ลูกหนี้รายหนึ่ง ปลายปีที่แล้วดิฉันได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้และให้ลูกหนี้นำที่ดินมาจำนองเป็นประกันไว้ พร้อมทั้งจดทะเบียนจำนองไว้กับสำนักงานที่ดินค่ะ ตอนนี้ครบกำหนดชำระหนี้แล้ว แต่ดิฉันไม่ได้รับชำระหนี้เลย และติดต่อลูกหนี้ไม่ได้ด้วย ดิฉันกังวลใจมากค่ะ ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป ช่วยคลายความกังวลให้ด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ

Monday, May 11th, 2009

คำถาม : ดิฉันเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ลูกหนี้รายหนึ่ง  ปลายปีที่แล้วดิฉันได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้และให้ลูกหนี้นำที่ดินมาจำนองเป็นประกันไว้ พร้อมทั้งจดทะเบียนจำนองไว้กับสำนักงานที่ดินค่ะ ตอนนี้ครบกำหนดชำระหนี้แล้ว แต่ดิฉันไม่ได้รับชำระหนี้เลย และติดต่อลูกหนี้ไม่ได้ด้วย ดิฉันกังวลใจมากค่ะ ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป ช่วยคลายความกังวลให้ด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ

คำตอบ : ก่อนอื่นขอแจ้งให้คุณทราบเพื่อคลายความกังวลใจก่อนนะคะว่าคุณต้องดูหนังสือรับสภาพหนี้ด้วยว่าในสัญญาดังกล่าวกำหนดเงื่อนไขการชำระหนี้ไว้อย่างไรบ้าง คุณควรติดต่อทนายความ และนำเอกสารทั้งหมดให้ทนายความตรวจสอบก่อน และหากคุณไม่สามารถใช้วิธีอื่นใดในการติดต่อและติดตามลูกหนี้เพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้นั้น คุณสามารถที่จะดำเนินการฟ้องบังคับจำนองได้ แต่การฟ้องบังคับจำนองนั้น จะต้องมีการบอกกล่าวบังคับจำนองก่อน จึงจะสามารถดำเนินการฟ้องคดีได้ ดังนั้นเพื่อประโยชน์ของคุณ หากคุณต้องการได้รับชำระหนี้ดังกล่าว คุณควรติดต่อทนายความเป็นอันดับแรก

การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในประเทศไทย

Thursday, April 23rd, 2009

คำร้องที่พบบ่อยที่เราได้รับจากคนอเริกัน คือ ต้องการรับหลานชายหรือหลานสาวของพวกเขาเป็นบุตรบุญธรรม  มีกฎหมาย 2 ระบบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้แก่
1) กฎหมายไทยเรื่องการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม
2) กฎหมายคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกา
ในกฎหมาย 2 ระบบนี้ กฎหมายคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกาเป็นอุปสรรคมากกว่า ในเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับข้อบังคับให้ต้องมีของการทดสอบความเป็นเด็กกำพร้า

กฎหมายคนเข้าเมืองสหรัฐแบ่งคนออกเป็นชาติต่างๆ ซึ่งต้องลงนามในสนธิสัญญา Hague เกี่ยวกับการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม หากชาติใดไม่ลงนามในสนธิสัญญาฉบับนี้จะต้องผ่านกระบวนการทดสอบความเป็นเด็กกำพร้า ในกรณีที่จะตัดสินว่าเด็กคนไหนกำพร้าหรือไม่นั้นต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายของสหรัฐอเมริกา สำหรับกฎหมายไทยกำหนดว่าเด็กต้องไม่มีพ่อแม่ หรือมีเพียงคนใดคนหนึ่งและบุคคลนั้นไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กได้ นอกจากนี้บุคคลนั้นต้องให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย  ทั้งนี้เด็กต้องอายุต่ำกว่า 16 ปีในขณะรับเป็นบุตรบุญธรรม หรืออายุ 16 หรือ 17 ปี ในกรณีที่เด็กเป็นพี่น้องของเด็กซึ่งถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมหรือจะถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมซึ่งอายุต่ำกว่า 16 ปี ที่มีพ่อแม่บุญธรรมคนเดียวกัน

พ่อแม่บุญธรรมต้องแต่งงานกับคนสหรัฐอเมริกาหรือไม่ได้แต่งงาน  และมีอายุ 25 ปีขึ้นไป โดยพ่อแม่บุญธรรมจะต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้ดูแลเด็กเพื่อเข้าสู่กระบวนการของสหรัฐอเมริกาต่อไป    

คนสหรัฐอเมริกามีความเชื่อที่ผิดว่า พวกเขาสามารถนำพาเด็กไทยกลับประเทศได้ แต่อันที่จริงแล้วการทำเช่นนั้นต้องดำเนินการตาม USCIS ก่อน โดย USCIS จะเป็นผู้บอกว่าเด็กคนนั้นกำพร้าจริงหรือไม่ โดยดูจากข้อกำหนดที่กฎหมายคนเข้าเมืองสหรัฐอเมริกากำหนดให้ต้องมี 

ผู้ที่มีประสบการณ์น้อยอาจต้องผิดหวังในการดำเนินกระบวนการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมของประเทศไทย เด็กที่ถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมอาจถูกปฏิเสธวีซ่าเข้าสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้พ่อแม่บุญธรรมต้องให้ความเอาใจใส่กับข้อกำหนดที่กฎหมายคนเข้าเมืองสหรัฐอเมริกาบังคับให้ต้องมี

ฉันไม่ได้ไปทำงานประมาณ 4 อาทิตย์แล้ว อยากรู้ว่าถ้านายจ้างไล่ฉันออก ฉันสามารถที่จะฟ้องนายจ้างได้หรือไม่คะ ?

Monday, February 2nd, 2009

คำถาม : ฉันไม่ได้ไปทำงานประมาณ 4 อาทิตย์แล้ว อยากรู้ว่าถ้านายจ้างไล่ฉันออก ฉันสามารถที่จะฟ้องนายจ้างได้หรือไม่คะ ?
คำตอบ : กรณีดังกล่าวดิฉันไม่ทราบข้อเท็จจริงแน่ชัดว่าคุณไม่ได้ไปทำงานด้วยเหตุผลใด แต่ถ้าไม่ไปทำงาน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรแล้วนั้น คุณไม่สามารถที่จะฟ้องนายจ้างได้ เนื่องจากเป็นกรณีที่คุณละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน โดยไม่มีเหตุอันสมควรซึ่งนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้เต็มที่ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 119 (5) ที่กำหนดไว้ว่า นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีที่ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควรค่ะ

พ่อของผมเพิ่งตาย ผมรู้ว่าพ่อมีพินัยกรรม แล้วพ่อก็มีที่ดิน ผมอยากได้รับคำแนะนำจากทนายความว่า ผมสามารถที่จะไปกรมที่ดินเพื่อจะขอโอนที่ดินมรดกได้รึเปล่าครับ ?

Sunday, January 25th, 2009

คำถาม : พ่อของผมเพิ่งตาย ผมรู้ว่าพ่อมีพินัยกรรม แล้วพ่อก็มีที่ดิน ผมอยากได้รับคำแนะนำจากทนายความว่า ผมสามารถที่จะไปกรมที่ดินเพื่อจะขอโอนที่ดินมรดกได้รึเปล่าครับ ?
คำตอบ : กรณีที่คุณมีพินัยกรรม ถ้าพินัยกรรมถูกต้อง สมบูรณ์ตามกฎหมาย คุณสามารถนำพินัยกรรม ใบมรณบัตร โฉนดที่ดิน บัตรประชาชนและทะเบียนบ้านตัวจริง พร้อมสำเนา 1 ชุดของพ่อของคุณและของตัวคุณเอง ไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน เพื่อยื่นคำขอโอนมรดกที่ดินแปลงดังกล่าวได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่กรมที่ดินด้วยในการพิจารณาว่าพินัยกรรมที่คุณมีนั้นถูกต้องสมบูรณ์ตามกฏหมายและเพียงพอหรือไม่ เพราะบางครั้งเจ้าหน้าที่อาจต้องการให้คุณดำเนินการขอคำสั่งศาลมาแสดงที่กรมที่ดิน เพื่อขอรับโอนมรดกต่อไป

ถ้าในกรณีไม่มีพินัยกรรม หรือมีพินัยกรรมแต่พินัยกรรมมีปัญหาหรือไม่สมบูรณ์ แนวคำพิพากษาฎีกาจะต้องให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกเสียก่อน ดังนั้นคุณควรให้ทนายความ เป็นผู้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลและเมื่อได้คำสั่งศาลแล้ว ก็นำมายื่นที่สำนักงานที่ดินเพื่อขอโอนมรดกค่ะ

สามีกับแม่หลอกเอาที่ดินของดิฉันไป ดิฉันเลยพาลูกไปอยู่ต่างจังหวัด แต่เขาโทรขู่ว่าจะฟ้องหย่าถ้าไม่ยอมพาลูกกลับบ้าน ดิฉันไม่ทราบจะปรึกษาใครดีค่ะ

Wednesday, March 12th, 2008

คำถาม : อยากเรียนถามค่ะ ดิฉันมีปัญหากับสามีมานาน เพราะว่าเค้ากับแม่เค้ามาหลอกเอาที่ดินของดิฉัน ดิฉันก็เลยตัดสินใจที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวอะไรกับเค้าอีก เรายังอยู่บ้านเดียวกันก็จริง แต่ก็แยกห้องนอน และถ้าไม่มีเรื่องจำเป็นจริงๆเราก็แทบจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันเลยค่ะ อยู่มาซักพักก็เริ่มอึดอัด เพราะคนอยู่บ้านเดียวกันแต่แทบไม่มองหน้ากัน ดิฉันเลยพาลูกไปอยู่ต่างจังหวัด เค้าก็โทรมาขู่ว่าถ้าดิฉันไม่ยอมพาลูกกลับมาบ้านเค้าจะฟ้องหย่าดิฉันค่ะ ดิฉันไม่ทราบว่าจะปรึกษาใครดีค่ะ

แสดงความคิดเห็น : สามีของคุณจะฟ้องหย่าคุณเรื่องอะไรคะ ถ้าเค้าต้องการฟ้องหย่าเพราะสาเหตุที่คุณย้ายออกมาจากบ้าน ก็คงต้องเรียนว่า กรณีของคุณสองคนถือว่าเป็นการสมัครใจอยู่กินในลักษณะดังกล่าวนะคะ ที่คุณพาลูกไปอยู่ต่างจังหวัดจึงเป็นเพียงการแยกย้ายกันประกอบอาชีพเท่านั้น ไม่ใช่กรณีที่ คุณจงใจละทิ้งร้าง หรือกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4)(6) ดังนั้นสามีของคุณก็เลยไม่สามารถฟ้องหย่าคุณเพราะสาเหตุนี้ได้นะคะ