ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาอภิปรายในเรื่องคนงานผู้อพยพ

December 22nd, 2009

มองจากภายนอก สหรัฐอเมริกาและประเทศไทยไม่ได้ใกล้เคียงกันมากนัก อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่คล้ายคลึงกันอย่างชัดเจนคือสถานะของพวกเขาในฐานะประเทศเจ้าบ้านสำหรับคนเข้าเมืองทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมายนับพันคน ส่วนใหญ่หลบหนีเศรษฐกิจที่มีเพียงเล็กน้อยในประเทศบ้านเกิดของพวกเขาเพื่อหางานที่ดีกว่าในประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับประเทศไทย ผู้อพยพส่วนใหญ่มาจากประเทศพม่า ทำงานเกี่ยวกับประมง เกษตรกรรม ก่อสร้าง คอยช่วยคนในประเทศ มีคนจำนวนมากมาจากประเทศลาวและกัมพูชาด้วย ในสหรัฐอเมริกาคนอพยพส่วนใหญ่มาจากประเทศเม็กซิโก รัฐบาลของประเทศไทยและสหรัฐอเมริกากำลังทบทวนนโยบายเกี่ยวกับคนงานผู้อพยพ ประเทศไทยออกใบอนุญาตทำงานชั่วคราวกับถิ่นที่อยู่ชั่วคราวให้กับคนงานพม่า ใบอนุญาตนี้เป็นเสมือนวีซ่าสหรัฐอเมริกา เช่น วีซ่า H2-A สำหรับคนทำงานด้านเกษตรกรรม

สถานทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงเทพมหานคร และสถานกงสุลสหรัฐอเมริกาในจังหวัดเชียงใหม่ เร็วๆนี้ได้มีนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันจากมหาวิทยาลัยแคลิฟลอเนียร์ ชื่อฟิลลิป มาร์ติน มาพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในหลายๆการประชุมในประเทศไทย การประชุมเหล่านี้พูดกันเกี่ยวกับคำถามที่ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสิทธิของผู้อพยพ และความเป็นไปได้ในการที่จะขยายไปถึงเรื่องถิ่นที่อยู่ถาวร หรือความเป็นพลเมืองของคนงานที่อพยพ

ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ ประเทศไทยประกาศการลงทะเบียนใหม่สำหรับคนอพยพภายในประเทศ ระบบนี้มี 4 ขั้นตอน  ก่อน วันที่ 31 กรกฎาคม พวกต่างด้าวต้องยื่นเอกสารขอจดทะเบียนแบบใหม่ดังกล่าว ถึงแม้ว่าจะได้เคยลงทะเบียนไปแล้วก็ต้องยื่นเอกสารอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาก่อน 14 สิงหาคม ผู้อพยพต้องไปตรวจสุขภาพ หลังจากขั้นตอนพวกนี้เท่านั้นที่ผู้อพยพจะยื่นคำขออนุญาตทำงานได้ ขั้นตอนสุดท้าย ผู้อพยพต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ (“National Verification”) หมายความว่าพวกเขาจะต้องรับรองความเป็นพลเมืองของพวกเขา

เมื่อเร็วๆนี้นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นี้ได้ชี้แจงว่ารัฐบาลไทยต้องทำให้ถูกกฎหมายเกี่ยวกับสถานภาพผู้อพยพเหล่านี้ และนำพวกเขาไปสู่ตลาดแรงงานปกติ

แต่หลายๆคนยังสงสัยว่าการพิสูจน์สัญชาติจะช่วยปกป้องสิทธิของผู้อพยพจริงหรือไม่ ผู้อพยพบางคนและกลุ่มผู้สนับสนุนการอพยพเชื่อว่ากระบวนการพิสูจน์สัญชาติจะเปิดเผยเรื่องราวของคนในครอบครัวของผู้อพยพเข้ามาเพื่อบีบบังคับโดยทางการพม่าหรือผลักดันให้ตัวผู้อพยพมีความเสี่ยงต่อการเนรเทศ

วีซ่าเข้าเมืองสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย

December 14th, 2009

Green Card สำหรับผู้เป็นหม้ายชาวต่างชาติของพลเมืองอเมริกัน

จำนวนคู่สมรสชาวต่างชาติ 200 ถึง 300 คน ของพลเมืองอเมริกันที่ลดลง พวกเขาไม่มีโอกาสที่จะได้รับ Green cards ของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากกฎหมายสหพันธรัฐเดิม ปี 71 คู่รักจะต้องแต่งงานเป็นอย่างน้อย 2 ปี เพื่อที่คู่สมรสชาวต่างชาติจะสามารถที่จะได้รับสถานะถิ่นที่อยู่สหรัฐอเมริกาที่ถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากที่คู่สมรสชาวอเมริกันของพวกเขาได้เสียชีวิตลง

อย่างไรก็ตาม ในวันอังคารที่ 21 ตุลาคม รัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกาอนุมัติร่างพระราชบัญญัติที่ให้ยกเลิกข้อเรียกร้องที่ให้สมรสเป็นเวลา 2 ปีแล้วโดยจะอนุญาตให้ผู้เป็นหม้ายทั้งหญิงและชายที่จะยื่นขอ Green Card ของสหรัฐอเมริกาได้ ทั้งสำหรับตัวพวกเขาเองและสำหรับบุตรของพวกเขาที่เกิดในต่างประเทศ

บทบัญญัติกฎหมายเป็นส่วนหนึ่งของร่างพระราชบัญญัติความมั่นคงภายในประเทศ (Homeland Security Appropriations bill) ซึ่งขณะนี้ส่งต่อไปยังทำเนียบขาวเพื่อตรวจทาน

ข้อเรียกร้องให้แต่งงาน 2 ปีมีนัยหลากหลาย หนึ่งในสิ่งที่ถูกมองข้ามมากที่สุด คือ คู่รักที่สมรสกันแล้วซึ่งกำลังต้องการวีซ่าสหรัฐอเมริกา K-3 อาจจะมีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนสถานะไปสู่การมีถิ่นที่อยู่ถาวรขึ้นอยู่กับการสมรสเป็นระยะเวลา 2 ปีได้ทันที คนจำนวนมากสันนิษฐานอย่างเข้าใจผิดว่าระยะเวลา 2 ปีเริ่มนับตั้งแต่เดินทางมาถึงสหรัฐอเมริกา แต่ที่จริงแล้ว ระยะเวลา 2 ปีเริ่มนับตั้งแต่วันสมรส

คู่สมรสชาวต่างชาติหลายร้อยคนถูกทำให้เชื่อว่ากำลังเผชิญกับการถูกเนรเทศภายใต้ “บทลงโทษหญิงม่าย” (“Widow Penalty”) และคนหลายพันคนถูกทำให้เชื่อว่าได้ถูกเนรเทศแล้วในอดีต
กรุณาดู US K3 Marriage Visa Thailand และ US Adjustment of Status Thailand สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

คำขอสำหรับแบบทดสอบใหม่สำหรับการขอเป็นพลเมืองสหรัฐอเมริกา

December 10th, 2009

คนต่างชาติทั้งหมดที่ยื่นขอเป็นพลเมืองสหรัฐอเมริกาในขณะนี้จะถูกเรียกร้องให้ทำแบบทดสอบใหม่เกี่ยวกับการแปลงสัญชาติ หากผู้ยื่นคำขอเป็นพลเมืองได้ยื่นคำขอก่อนวันที่ 1 ตุลาคม พวกเขายังคงต้องทำแบบทดสอบใหม่นี้

แบบทดสอบใหม่นี้ให้ความสำคัญมากขึ้นในแนวคิดของประชาธิปไตยสหรัฐอเมริกา ประวัติศาสตร์เบื้องต้นของสหรัฐอเมริกา  และสิทธิและความรับผิดของพลเมืองในความพยายามที่จะเพิ่มคนชาติ ความพยายามที่จะยกเลิกการแบ่งแยกชนชาติของผู้เข้าเมือง

แบบทดสอบใหม่ได้ถูกใช้มาแล้วเป็นเวลา 1 ปี แต่ช่วงปีที่ผ่านมา ผู้ขอเป็นพลเมืองสามารถที่จะเลือกได้ว่าเขาอยากเขียนแบบทดสอบชุดไหนมากกว่า ในวันที่ 1 ตุลาคม แบบทดสอบใหม่นี้ได้รับมอบอำนาจให้ใช้ได้ ในปัจจุบันอัตราผู้ผ่านการทดสอบสำหรับแบบทดสอบใหม่นี้คือ ร้อยละ 91

ข้อเรียกร้องด้านการเงินสำหรับวีซ่าคู่หมั้น K1

December 3rd, 2009

ในการที่จะขอวีซ่าสหรัฐอเมริกา K1 แน่นอนว่าจะต้องพบกับข้อเรียกร้องด้านการเงิน วีซ่า K1 จะสามารถถูกปฏิเสธได้ หากไม่มีข้อพิสูจน์ว่าทรัพย์สินทางการเงินมีเพียงพอต่อการอุปการะคู่หมั้น

แบบฟอร์ม I-134 เป็นคำให้การที่เป็นลายลักษณ์อักษรของการสนับสนุนคู่หมั้นชาวต่างชาติซึ่งต้องถูกยื่นไปกับคำขอวีซ่า K1 แบบฟอร์ม I-134 นี้ถูกทำให้สมบูรณ์โดยผู้อุปการะเพื่อที่จะยืนยันว่าคู่หมั้นของผู้อุปการะจะไม่ไปเป็นภาระของสังคม (“Public Charge”) ในการเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา และผู้อุปการะมีรายรับเพียงพอหรือมีทรัพย์สินทางการเงินที่ทำให้มั่นใจได้ว่าคู่หมั้นของเขาหรือเธอจะไม่ต้องพึ่งพาบริการสาธารณะ เช่น สถานสงเคราะห์

หลักฐานสนับสนุนที่ต้องการสำหรับ I-134
คำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรของการสนับสนุน ต้องการหลักฐานของทรัพย์สินทางการเงิน ผ่านการยื่นของ ก) คำแถลงเกี่ยวกับบัญชีจากสถาบันการเงินซึ่งมีเงินฝาก ข) คำแถลงจากนายจ้างซึ่งให้รายละเอียดการจ้างงานตามปกติและเงินเดือน   และถ้าเป็นกิจการของตัวเอง ค) สำเนาการคืนภาษีหรือการประเมินที่เกี่ยวกับทางพาณิชย์  ง) รายละเอียดเกี่ยวกับข้อผูกมัดว่าเป็นกิจการของตนเอง

หลังจากยื่นแบบฟอร์ม I-134 ผู้อุปการะจะเป็นผู้รับผิดชอบด้านการเงิน แน่นอนว่าภายใต้สถานการณ์ที่คู่หมั้นกลายเป็นภาระของสังคม องค์กรที่เตรียมการช่วยเหลืออาจสามารถที่จะยื่นสิทธิเรียกร้องสำหรับการให้เงินสนับสนุนอีกครั้งต่อผู้อุปการะ เพื่อที่จะเรียกคืนค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน ของผลประโยชน์ใดๆ ที่ถูกจัดหาไว้ให้แก่ผู้รับวีซ่า

ภายใต้สถานการณ์ใดที่จะต้องใช้แบบฟอร์ม I-134
คำให้การที่เป็นลายลักษณ์อักษรของการสนับสนุน I-134 เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการขอวีซ่า K1 แบบฟอร์ม I-864เป็นสิ่งที่ต้องการสำหรับผู้ซึ่งกำลังขอถิ่นที่อยู่ถาวร เมื่อยื่นขอสำหรับวีซ่าคู่สมรส K3 โดยที่ไม่ต้องการ I-134 และ I-864 เพราะจะถูกกรอกในภายหลังเมื่อคู่สมรสเปลี่ยนสถานะของเขาหรือเธอในสหรัฐอเมริกา

สำหรับ I-864 ผู้สนับสนุนสัญชาติอเมริกันต้องพิสูจน์ว่าทุนหรือทรัพย์สินคิดเป็น ร้อยละ 125 เหนือเส้นแสดงฐานะยากจน แต่ภายใต้มาตรา 212 (a) (4) ของ Immigration and Nationality Act (INA) I-134 ต้องการข้อพิสูจน์ว่ารายรับของผู้สนับสนุนคิดเป็นร้อยละ 100 ของคำแนะนำเรื่องความยากจนของสหพันธรัฐ นอกจากนี้ยังมีข้อเรียกร้องพิเศษด้านการเงินสำหรับปฏิบัติหน้าที่ทางทหารและสำหรับถิ่นที่อยู่ของฟลอริดาและอลาสกา

ครอบครัวไทยได้เป็นพลเมืองสหรัฐอเมริกา หลังจากใช้ความพยายามมา 26 ปี

December 1st, 2009

เมื่อไม่นานมานี้ ครอบครัวไทยขึ้นพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาหลังจากได้เป็นพลเมืองสหรัฐอเมริกา ผลสุดท้ายของการต่อสู้ที่ยาวนานกับเจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกาในการพิสูจน์สิทธิของพวกเขาที่จะสามารถคงอยู่ในประเทศได้

แอนดี้ โพรมิสิรี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการเงินของมหาวิทยาลัย วัย 48 ปี ได้บอกว่าเขาถูกเนรเทศเนื่องจากแม่ของเขาจดทะเบียนหย่าในปี พ.ศ.2518

แม่ของโพรมิสิรี นางไพ ซีสิออลกา ออกจากประเทศไทยในปี พ.ศ.2514 กับลูกชาย 2 คนของเธอ เพื่อมาอยู่กับสามีของเธอในสหรัฐอเมิรกา ซึ่งอยู่ในประเทศด้วยวีซ่านักเรียน (Student Visa) 4 ปีให้หลัง คู่สมรสยื่นขอหย่าขาดจากกันและซีสิออลกาได้สมรสใหม่กับชายจากโคโลราโด ด้วยเหตุนี้ ซีสิออลกาจึงบินกลับประเทศไทย ยื่นขอสำหรับถิ่นที่อยู่ถาวรตามกฎหมายอีกครั้ง เมื่อได้รับอนุมัติจึงบินกลับมาสหรัฐอเมริกา

ปัญหาเริ่มเมื่อโพรมิสิรีและครอบครัวของเขาพยายามที่จะเป็นพลเมืองสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ.2541 เจ้าหน้าที่ตอบกลับมาไม่เพียงแต่คำขอเป็นพลเมืองของพวกเขาถูกปฏิเสธ แต่พวกเขายังถูกเนรเทศเพราะทะเบียนหย่าของแม่ของเขาเป็นโมฆะ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอ้างว่าซีสิออลกาได้สมรสกับชาย 2 คนเมื่อเธอได้รับอนุมัติ Green Card แล้ว

หลังจากสมาคมสิ่งพิมพ์ดำเนินเรื่องเมื่อปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้รอการเนรเทศครอบครัวนี้ และหลังจากตรวจสอบโดยละเอียดอย่างจริงจัง จึงได้อนุมัติให้พวกเขาเป็นพลเมือง

เรื่องนี้ ยังคงเป็นสิ่งเตือนความจำของความสำคัญของการเก็บรักษาเอกสารที่สำคัญและเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่ออนาคต ในกรณีการเข้าเมืองที่ยุ่งยากที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้           

ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม

September 17th, 2009

ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม

เรื่อง เกณฑ์การรักษาเพื่อแปลงเพศ พ.ศ. ๒๕๕๒
  
เนื่องจากปัจจุบันมีการรักษาด้วยการแปลงเพศอย่างถาวรจำนวนมาก โดยที่ยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานและข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนในการให้การรักษา ดังนั้นเพื่อเป็นการคุ้มครองให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชนผู้มีความประสงค์ต้องการแปลงเพศ แพทยสภาในฐานะองค์กรวิชาชีพที่ควบคุมดูแลมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมจึงกำหนดข้อบังคับนี้

โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๑ (๓) (ช) และด้วยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษตามมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ๒๕๒๕ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบมาตรา ๔๓ และมาตรา ๘๐ (๒) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการแพทยสภา จึงออกข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑  ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม เรื่อง เกณฑ์การรักษาเพื่อแปลงเพศ พ.ศ. ๒๕๕๒”
ข้อ ๒ [๑]  ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓  ตั้งแต่วันใช้ข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม เรื่อง เกณฑ์การรักษาเพื่อแปลงเพศ พ.ศ. ๒๕๕๒ นี้เป็นต้นไป ให้ยกเลิกบรรดากฎและข้อบังคับอื่น ๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วก่อนข้อบังคับนี้ หรือขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้ และให้ใช้ข้อบังคับนี้แทน
ข้อ ๔  ในข้อบังคับนี้

การรักษาเพื่อแปลงเพศ หมายความว่า การรักษาโรคหรือภาวะผิดปกติทางจิตเวช โดยวิธีการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนเพศชายให้เป็นเพศหญิงหรือเปลี่ยนเพศหญิงให้เป็นเพศชาย ทั้งนี้ให้รวมถึงการผ่าตัดหรือการรักษาด้วยวิธีการอื่น ที่หวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสรีระของร่างกายหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศอย่างถาวร เช่น การตัดอัณฑะออกทั้งหมด เป็นต้น

“จิตแพทย์” หมายความว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ได้รับวุฒิบัตร หรือหนังสืออนุมัติแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขา จิตเวชศาสตร์ หรือ จิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่นจากแพทยสภา

“ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่มีสิทธิกระทำการผ่าตัดศัลยกรรมแปลงเพศ” ได้แก่ ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ผ่านการอบรมหลักสูตร หรือแสดงให้เห็นได้ว่ามีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในการทำศัลยกรรมแปลงเพศ โดยได้รับการรับรองจากแพทยสภา

“แพทย์ด้านต่อมไร้ท่อ” หมายความว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ได้รับวุฒิบัตร หรือหนังสืออนุมัติแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขา อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม กุมารเวชศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม และสูติศาสตร์ – นรีเวชวิทยาจากแพทยสภา
ข้อ ๕  การทำศัลยกรรมแปลงเพศตามข้อบังคับนี้จะกระทำได้ใน

(๑) ผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ ๑๘ ปี แต่ยังไม่ถึง ๒๐ ปี ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองร่วมด้วย
(๒) ผู้ป่วยที่มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์

ข้อ ๖  ในกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจะทำการศัลยกรรมแปลงเพศเพื่อรักษาผู้ที่มีพฤติกรรมสับสนในเพศตนเองและต้องการทำศัลยกรรมแปลงเพศ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และขั้นตอน ตามประกาศแนวทางปฏิบัติของแพทยสภา โดยต้องผ่านการประเมิน และได้รับการรับรองจากจิตแพทย์จำนวนสองท่าน ว่ามีข้อบ่งชี้ที่จะต้องทำการผ่าตัด

ประกาศ ณ วันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒
สมศักดิ์  โล่ห์เลขา
นายกแพทยสภา

สวัสดีครับ ผมทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งเป็นเวลา 2 ปีเศษแล้วครับ และบริษัทกำลังจะลดจำนวนพนักงานเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผมขอเรียนถามครับว่าหากผมถูกให้ออกจากงาน ในฐานะที่ผมส่งเงินประกันสังคมทุกเดือน ผมจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างใดจากการส่งเงินนี้หรือไม่ครับ

August 18th, 2009

คำถาม: สวัสดีครับ ผมทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งเป็นเวลา 2 ปีเศษแล้วครับ และบริษัทกำลังจะลดจำนวนพนักงานเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผมขอเรียนถามครับว่าหากผมถูกให้ออกจากงาน ในฐานะที่ผมส่งเงินประกันสังคมทุกเดือน ผมจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างใดจากการส่งเงินนี้หรือไม่ครับ

คำตอบ: ขออธิบายก่อนว่าเงินประกันสังคมหรือเงินสมทบกองทุนประกันสังคม หมายถึง เงินซึ่งถูกจัดเก็บจากลูกจ้างเพื่อเป็นทุนสำหรับจ่ายแก่ลูกจ้างในฐานะผู้ประกันตน ลูกจ้างที่ส่งเงินประกันสังคมจึงเป็นผู้ประกันตนที่จะได้รับความคุ้มครองกรณีว่างงาน  อย่างไรก็ตามต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขหลายประการ เช่น
- ต้องจ่ายเงินสมทบกรณีว่างงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน
- ต้องมิใช่ถูกเลิกจ้าง เนื่องจากทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง หรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย หรือฝ่าฝืนข้อบังคับ หรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายในกรณีร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาเจ็ดวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
- ต้องมิใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ
- ว่างงานมาแล้ว 7 วัน โดยจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนการว่างงานตั้งแต่วันที่ 8 นับแต่วันว่างงานจากการทำงานกับนายจ้างรายสุดท้าย
ตามข้อเท็จจริงที่คุณแจ้งว่าคุณเป็นลูกจ้างผู้ส่งเงินประกันสังคม คุณจึงมีฐานะเป็นผู้ประกันตน หากคุณอยู่
ภายใต้เงื่อนไขข้างต้น คุณจะเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินประกันสังคมกรณีว่างงาน โดยกฎกระทรวงแห่งกระทรวง
แรงงาน ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 126 วันที่ 15 มิถุนายน 2552 ได้กำหนดดังต่อไปนี้
- ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนซึ่งถูกเลิกจ้างในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 มีสิทธิได้รับเงินทดแทนในกรณีว่างเงาน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวันโดยให้ได้รับครั้งละไม่เกิน 240 วัน 
- ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ทดแทนตามวรรคหนึ่งยื่นขอรับผลประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเพราะเหตุถูกเลิกจ้างเกินกว่า 1 ครั้งในระยะเวลา 1 ปีปฏิทิน  ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนในกรณีว่างงานทุกครั้งได้ไม่เกิน 240 วัน
- ในกรณีที่ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานในระยะเวลา 1 ปีปฏิทินใด ไม่ครบกำหนดเวลา 240 วัน ให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน โดยนับระยะเวลาต่อเนื่องไปยังปีปฏิทินถัดไปได้

การกลับคืนถิ่นที่อยู่ของคนต่างด้าว

August 17th, 2009

คนต่างด้าวที่มีถิ่นที่อยู่ถาวรในสหรัฐอเมริกาจากการไปเยี่ยมชมต่างประเทศเป็นเวลาน้อยกว่า 1 ปี อาจจะยื่นขอสำหรับการกลับเข้ามาโดยยื่นบัตรทะเบียนคนต่างด้าว (“Green Card”) ไปที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ท่าเรือหรือท่าอากาศยาน ระยะเวลาจำกัด 1 ปีไม่รวมถึงคู่สมรสหรือบุตรของสมาชิกของกองทัพของสหรัฐอเมริกาหรือของลูกจ้างพลเรือนของสหรัฐอเมริกา รัฐบาลที่ประจำการในต่างประเทศปฏิบัติราชการตามคำสั่งของทางการ ในกรณีนี้ คู่สมรสหรือบุตรต้องแสดงบัตรที่กล่าวข้างต้นไม่สละถิ่นที่อยู่ และเข้าก่อนหรือติดตามสมาชิกหรือลูกจ้าง หรือตามสมาชิกหรือลูกจ้างในสหรัฐอเมริกาภายใน 4 เดือนของการกลับมาของสมาชิกหรือลูกจ้าง

คนต่างด้าวที่มีถิ่นที่อยู่ถาวรซึ่งมุ่งหมายจะอยู่ในต่างประเทศมากกว่า 1 ปี ควรจะถูกเสนอก่อนอย่างน้อย 30 วันก่อนวันที่ออกเดินทาง ยื่นขอขณะอยู่ในสหรัฐอเมริกาต่อศูนย์สัญชาติและการเข้าเมืองสหรัฐเมริกา (USCIS) ในกระทรวงความมั่นคงภายในสำหรับใบอนุญาตกลับเข้าสหรัฐอเมริกา ใบอนุญาตมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 2 ปีและอาจไม่ถูกต่อเวลา ถ้าได้ใบอนุญาตนั้น คนต่างด้าวอาจใช้บัตรนี้ในการกลับเข้าสหรัฐอเมริกาภายในช่วงเวลาที่มีผลบังคับใช้ การยื่นขอของคนต่างด้าวทุกคนสำหรับการกลับเข้าเป็นสมาชิกต้องเป็นที่พอใจของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองซึ่งเขาหรือเธอมีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการเข้าเป็นสมาชิก

ใบอนุญาตกลับเข้าสหรัฐอเมริกาไม่ได้สงวนถิ่นที่อยู่เพื่อจุดประสงค์การแปลงสัญชาติ คำขอสำหรับการสงวนถิ่นที่อยู่ต้องถูกยื่นที่ USCIS ก่อนจะเดินทางออกจากสหรัฐอเมริกา ข้อมูลเพิ่มเติมอาจจะได้จากสำนักงาน USCIS ที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่เป็นถิ่นที่อยู่ของคนต่างด้าวในสหรัฐอเมริกา

เอกสารการเดินทางที่ถูกเรียกร้องสำหรับการเข้าไปในต่างประเทศอยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลในสถานการณ์ดังกล่าวจะถูกเรียกร้องจากตัวแทนของประเทศเหล่านั้นในสหรัฐอเมริกา ใบอนุญาตกลับเข้าสหรัฐอเมริกามีพื้นที่สำหรับการออกวีซ่าโดยตัวแทนสถานกงสุลของประเทศอื่น

คนต่างด้าวที่มีถิ่นที่อยู่ถาวรผู้ที่ไม่สามารถกลับมาสหรัฐอเมริกาภายในระยะเวลาที่บัตรทะเบียนคนต่างด้าวหรือใบอนุญาตกลับเข้าสหรัฐอเมริกามีผลบังคับ อาจยื่นขอสำหรับวีซ่าผู้กลับคืนถิ่นที่อยู่พิเศษ (SB-1) ที่สำนักงานสถานกงสุลสหรัฐอเมริกาที่ใกล้ที่สุด คุณสมบัติของสถานะของคนต่างด้าวดังกล่าวต้องแสดงว่า:

–พวกเขาเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรตามกฎหมายตอนที่พวกเขาเดินทางออกจากสหรัฐอเมริกา

–เมื่อพวกเขาออกเดินทาง พวกเขาประสงค์ที่จะกลับมาสหรัฐอเมริกาและรักษาความตั้งใจนี้

–เมื่อพวกเขากลับจากการเยี่ยมชมชั่วคราวในต่างประเทศและ ถ้าการอยู่ถูกยืดเวลาออกไป ซึ่งเป็นเหตุจากเหตุผลที่นอกเหนือการควบคุมและซึ่งพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบ และ

–พวกเขามีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับวีซ่าคนเข้าเมืองในประเด็นอื่นๆทั้งหมด

ผู้ยื่นคำขอซึ่งมีความประสงค์จะยื่นคำขอสำหรับวีซ่ากลับคืนถิ่นที่อยู่ (SB-1) ควรติดต่อสำนักงานกงสุลที่ใกล้ที่สุดล่วงหน้าก่อนวันที่พวกเขาตั้งใจจะออกเดินทาง (อย่างน้อยล่วงหน้า 3 เดือนถ้าเป็นไปได้) เพื่อเวลาที่เพียงพอสำหรับกระบวนการวีซ่า

ถ้าวีซ่ากลับคืนถิ่นที่อยู่ (SB-1) ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าคนต่างด้าวไม่มีถิ่นที่อยู่ของเขาในสหรัฐอเมริกาอีกต่อไป มันอาจจะเป็นไปได้หรืออาจจะเป็นไปไม่ได้ที่จะได้วีซ่าชั่วคราว ขึ้นอยู่กับผู้ยื่นคำขอมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศที่เขาจะกลับมาหรือไม่ ถ้าผู้ยื่นคำขอที่ประสงค์จะกลับสหรัฐอเมริกาไม่สามารถยื่นหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่ามีข้อผูกมัดต่างประเทศ เขาอาจจะต้องยื่นขอวีซ่าคนเข้าเมืองโดยหลักเกณฑ์เดียวกันซึ่งเขาได้เข้าเมืองเป็นครั้งแรก ถ้าเป็นไปได้

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาสำหรับผู้อ่านทั่วไปเท่านั้น มิใช่คำแนะนำทางกฎหมายและไม่สามารถนำไปอ้างอิงต่อผู้ใดได้ หากท่านมีปัญหาเกี่ยวกับการเข้าเมืองสหรัฐอเมริกา ควรปรึกษาทนายความผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการเข้าเมืองสหรัฐอเมริกา

สิ่งจำเป็นสำหรับวีซ่า K4

August 14th, 2009

คุณสมบัติสำหรับการออกวีซ่า K4 ผู้ยื่นขอต้องเป็นผู้เยาว์ เด็ก อายุต่ำกว่า 21 ปีซึ่งไม่ได้สมรส โดยอายุเป็นเงื่อนไขในการยื่นขอ K3 กฎของ USCIS บัญญัติว่าคนสัญชาติอเมริกันซึ่งยื่นคำขอ I-129F สำหรับคู่สมรสคนต่างด้าวไม่ต้องยื่น I-129F สำหรับบุตรของคู่สมรสอีก บุตรเหล่านี้จะถูกแสดงรายชิ่ใน I-129F สำหรับคู่สมรสอยู่แล้ว

คนสัญชาติอเมริกันต้องยื่นคำขอ I-130 สำหรับคู่สมรสของคนต่างด้าวด้วย ไม่มีข้อเรียกร้องว่า “การยื่นแบบฟอร์มคำขอวีซ่าเข้าเมืองสหรัฐ I-130 ในนามของบุตรต่างด้าวที่แสดงการขอวีซ่า K4 สถานะคนเข้าเมืองชั่วคราว เนื่องจากวีซ่า K4 พัฒนามาจากประเภทการเข้าเมืองชั่วคราว” ตามกฎของ USCIS วีซ่า K4 ขึ้นอยู่กับวีซ่า K3 สำหรับสถานะของคำขอนั้น

อย่างไรก็ตาม ตามที่กฎของ USCIS ได้อธิบายไว้ วีซ่า K4 เด็กจะไม่ต้องยื่นขอเปลี่ยนสถานะในสหรัฐอเมริกาจนกว่าพ่อแม่หรือพ่อแม่เลี้ยงสัญชาติอเมริกันจะยื่น I-130 ในนามของบุตร ถ้าพ่อแม่หรือพ่อแม่เลี้ยงสัญชาติอเมริกันไม่ยื่นคำขอ I-130 พ่อแม่ซึ่งเข้าเมืองอาจจะทำทันทีที่เขาหรือเธอได้สถานะถิ่นที่อยู่ถาวรตามกฎหมาย (LPR) แต่บุตรต้องรอหมายเลขวีซ่า สุดท้าย เนื่องจากนี่เป็นเพียงวีซ่าที่พัฒนามาจากประเภทอื่น และบุตรนั้นจะเริ่มปรากฎความไม่ชอบด้วยกฎหมายเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุที่วีซ่า K3 หรือ K4 อาจจะไม่เปลี่ยนสถานะในสหรัฐอเมริกาไปเป็นหมวดวีซ่าชั่วคราว (NIV) อื่นๆ การไม่ยื่น I-130 ต่อไปในที่สุดจะสร้างปัญหาในการเปลี่ยนสถานะสำหรับวีซ่า K4 ผู้ถือวีซ่า K4 ที่ไม่พบคำนิยามของลูกเลี้ยงในพระราชบัญญัติการเข้าเมืองและสัญชาติ101 (b) (1) (B) เพราะความสัมพันธ์อย่างลูกเลี้ยงจะไม่ถูกสร้างก่อนวันเกิดปีที่ 18 ของลูกเลี้ยงจะเจอปัญหาแบบเดียวกับวีซ่า K2 บุตรของคู่หมั้นที่ประสบพบเจอกันมาเป็นเวลานาน คู่สมรสสัญชาติอเมริกันจะไม่สามารถยื่นคำขอ I-130 ในนามของพวกเขา ในกรณีเหล่านี้ วีซ่า K3 จะต้องยื่นคำขอเมื่อเขาหรือเธอได้สถานะถิ่นที่อยู่ถาวรตามกฎหมาย (LPR) 

การเปลี่ยนสถานะจากวีซ่า K1 ไปสู่ Green Card I-485, I-485 คืออะไร

August 10th, 2009

คุณรู้หรือไม่ว่าการมาถึงสหรัฐอเมริกาด้วยวีซ่า K1 คู่หมั้นชาวต่างชาติของคุณมาถึงอย่างคนเข้าเมืองชั่วคราวบุคคลนั้นต้องดำเนินการจัดการหรือเปลี่ยนสถานะตามคำสั่งเพื่อเป็นคนเข้าเมืองสหรัฐอเมริกาที่มีถิ่นที่อยู่ถาวร นี่จะทำให้คู่หมั้นได้รับใบอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ (Resident green card) Green card ดีสำหรับ 2 ปี หลังจากเวลานั้นการมีถิ่นที่อยู่ถาวรในสหรัฐอเมริกาต้องสมัครสำหรับการเปลี่ยนสถานะอีกครั้ง เวลานี้เงื่อนไขทั้งหมดถูกยกเลิก หลังจาก 3 ปีของการแต่งงาน การมีถิ่นที่อยู่ถาวรสามารถยื่นขอได้สัญชาติ หรือรอ 5 ปีเพื่อยื่นขอสัญชาติโดยไม่ต้องสมรส

กระบวนการของมันมีความยุ่งยาก บ่อยครั้งที่เต็มไปด้วยการบังคับและความสับสนมากกว่ากระบวนการของวีซ่า K1 มันใช้เวลาและรู้วิธีที่จะผ่านกระบวนการอย่างครบถ้วน มันไม่ถูกแนะนำให้ดำเนินการเพียงลำพัง 

รูปแบบหลักสำหรับกระบวนการนี้ คือ การเข้าเมือง I-485 มีเอกสารที่ต้องใช้ยื่นสนับสนุนกับสนับกับ I-485 เป็นจำนวนมาก วีซ่า K1 เป็นกระบวนการที่จำเป็นก่อนได้ I-485 มันสำคัญที่จะไม่โยนสิ่งใดๆ ทิ้งไปหลังจากวีซ่า K1 สำเร็จ มีเอกสารเพิ่มเติมและหนังสือแจ้งจาก USCIS (ศูนย์สัญชาติและการเข้าเมืองสหรัฐอเมริกา) ซึ่งถูกร้องขอสำหรับการเปลี่ยนสถานะ   ถ้าคุณทิ้งเอกสารที่คุณทำเกี่ยวกับวีซ่า K3 คุณจะใช้เวลามากในการที่จะเปลี่ยนสถานะเป็น I-485 สำเร็จ

ถ้าคุณได้รับอนุมัติสำหรับการเปลี่ยนสถานะ I-485 คุณจะได้รับ I-551 มันจะดูคล้ายบัตรเครดิตและให้สิทธิคุณในการอยู่ในสหรัฐอเมริกาในเงื่อนไขว่าคุณต้องยื่นคำขออีกครั้งภายใน 2 ปี นี่เป็น Green Card ของคุณคุณสามารถออกไปตอนนี้และเปิดบัญชีธนาคารด้วยตัวคุณเอง เป็นต้น

ระลึกไว้เสมอว่า The Resident Green Card ไม่ใช่การได้สัญชาติ การได้สัญชาติจะได้รับหลังจากอยู่อาศัยเป็นเวลา 5 ปีหรือแต่งงานกับคนสัญชาติอเมริกันเป็นเวลา 3 ปีเท่านั้น

ถ้าคุณต้องการทำงาน คุณจำเป็นต้องยื่นขอสำหรับ I-765 เมื่อได้รับอนุมัติ คุณจะได้รับคล้ายบัตรเครดิตส่วนหนึ่งของข้อมูลซึ่งจะให้คุณซึ่งสิทธิในการทำงานในสหรัฐอเมริกา ทั้งยังให้คุณมีสิทธิได้รับในหมายเลขประกันสังคมด้วย บัตร “อนุญาตให้ทำงาน” โดยทั่วไปจะมีอายุ 1 ปีนับแต่ได้รับอนุมัติ

การเปลี่ยนสถานะ I-485 มีกระบวนการที่ยุ่งยาก เรารู้สึกว่ามันยุ่งยากกว่าวีซ่า K1 มาก มันไม่ใช้เฉพาะกับวีซ่าคู่หมั้น K1 เท่านั้น แต่มันยังใช้สำหรับญาติที่เข้าเมืองสหรัฐอเมริกาด้วย อย่างที่คุณคิดเกี่ยวกับกระบวนการทั้งสองที่มีโครงสร้างงานเหมือนกันสามารถที่จะเกิดความยุ่งยากและง่ายต่อการลืมหรือการยื่นข้อมูลที่ผิดพลาดได้

กรณีตัวอย่าง มี 3 วิธีที่ในการยื่นขอพิสูจน์สำหรับคู่หมั้น การยื่นแบบฟอร์มที่ผิดจะทำให้คุณถูกปฏิเสธได้ง่าย ถ้าคุณถูกบีบคั้นเรื่องเงินและไม่สามารถหาเงิน 2,000-3,000 ดอลล่าเพื่อจ้างทนายความ มันดีที่สุดที่จะไม่ผ่านกระบวนการนี้โดยลำพัง หาทางเลือกที่ที่ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า คุณจะหลีกเลี่ยงการถูกปฏเสธ ในระยะยาว เงินเพียงเล็กน้อยที่คุณจ่ายผ่านวิธีการที่มีค่าใช้จ่ายน้อยจะจ่ายสำหรับการดำเนินการนั้นเอง