ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2534
เป็นปีที่ 46 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการกักเรือ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติการกักเรือ พ.ศ. 2534
มาตรา 2(1) พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่ วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้
เรือ หมายความว่า เรือเดินทะเลที่ใช้ในการขนส่งของหรือคนโดยสารทางทะเลระหว่างประเทศ
สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือ หมายความว่า สิทธิเรียกร้องอันเกิดจาก
(ก) ความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลใด ๆ ที่มีเหตุมาจาก เรือ หรือการดำเนินงานของเรือ
(ข) การช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล
(ค) สัญญาเกี่ยวกับการใช้ เช่า เช่าซื้อ หรือยืมเรือ การให้บริการบรรทุก หรือสัญญาอื่นทำนองเดียวกัน
(ง) สัญญาเกี่ยวกับการรับขนของทางทะเลที่มีการออกใบตราส่ง
(จ) การเฉลี่ยความเสียหายทั่วไป ในกรณีที่เจ้าของเรือ ผู้ขนส่ง และเจ้าของ ของที่บรรทุก มาในเรือนั้น มีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ เจ้าของทรัพย์สิน ที่สูญหาย หรือเสียหาย จากการกระทำโดยเจตนาด้วยความจำเป็น ตามสมควร เพื่อความปลอดภัย ร่วมกันของเรือและ ของที่บรรทุกมาในเรือนั้น หรือต้องชดใช้ ค่าใช้จ่าย ที่ได้เสียไป ด้วยความจำเป็น เป็นกรณีพิเศษ เพื่อประโยชน์ ร่วมกันของทุกฝ่าย หรือ เพื่อความปลอดภัย ร่วมกัน ของเรือ และ ของที่ บรรทุกมาในเรือนั้น ทั้งนี้ เมื่อมี บทบัญญัติ แห่งกฎหมายหรือ สัญญาระหว่างคู่กรณี กำหนดความรับผิดในเรื่องนี้ไว้
(ฉ) การสูญหายหรือเสียหายอันเกิดแก่ทรัพย์สินที่บรรทุกมาในเรือ
(ช) การให้บริการลากจูงเรือไม่ว่าโดยวิธีใด
(ซ) การให้บริการนำร่อง
(ฌ) การจัดหาของหรือวัสดุใด ๆ เพื่อใช้ใน การดำเนินงาน ของเรือ หรือการซ่อม บำรุงเรือ
(ญ) การต่อ ซ่อม หรือจัดเครื่องบริภัณฑ์ให้แก่เรือ หรือค่าธรรมเนียมการใช้อู่เรือ
(ฎ) การให้บริการของท่าเรือ หรือค่าภาระหรือค่าบริการในการใช้ท่าเรือ
(ฏ) ค่าจ้างขนของลงเรือหรือขึ้นจากเรือ
(ฐ) ค่าจ้างนายเรือหรือคนประจำเรือ
(ฑ) ค่าใช้จ่ายของเรือที่นายเรือ ผู้เช่าเรือ ตัวแทน หรือผู้ส่ง ของได้ทดรองจ่าย ไปแทน เจ้าของเรือ หรือ ผู้ครอบครองเรือ
(ฒ) ข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในตัวเรือ
(ณ) ข้อพิพาทระหว่างเจ้าของรวมเกี่ยวกับการครอบครอง การใช้เรือ หรือ รายได้จากเรือ
(ด) การจำนองเรือ
เจ้าหนี้ หมายความว่า ผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือ
พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม แต่งตั้งให้ ปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้
ศาล หมายความว่า ศาลแพ่ง ศาลแพ่งธนบุรี และศาลจังหวัด
รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 4 ภายใต้บังคับมาตรา 5 และมาตรา 6 ก่อนฟ้องคด ี ต่อศาล ไม่ว่าลูกหนี้ จะมี ภูมิลำเนา ในราชอาณาจักรหรือไม่ก็ตาม เจ้าหนี้ ซึ่งมีภูมิลำเนา ในราชอาณาจักร อาจขอให้ศาล สั่งกักเรือ ลำหนึ่ง ลำใด ที่เป็นของลูกหนี้ หรือลูกหนี้เป็นผู้ครอบครอง เพื่อให้ เพียงพอ ที่จะเป็นประกัน การชำระหนี้ ตามสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือนั้นได้ โดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลที่เรือซึ่งเจ้าหนี้ ขอให้สั่ง กักอยู่ หรือ จะเข้ามา อยู่ในเขตศาล
มาตรา 5 เจ้าหนี้อาจขอให้ศาลสั่งกักเรือที่ลูกหนี้เป็นผู้ครอบครองแต่มิได้เป็นของลูกหนี้ได้ ถ้าเหตุแห่งสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือเกิด จากเรือหรือธุรกิจของเรือนั้น และลูกหนี้เป็นผู้ครอบครองเรือนั้น ทั้งในเวลาที่เกิด สิทธิเรียกร้อง เกี่ยวกับเรือและในเวลาที่ขอให้ศาลสั่งกักเรือ
มาตรา 6 ในกรณีที่สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในตัวเรือ ข้อพิพาท ระหว่างเจ้าของรวมเกี่ยวกับ การครอบครองเรือการใช้เรือ หรือรายได้จากเรือ หรือข้อพิพาท เกี่ยวกับ การจำนองเรือ เจ้าหนี้จะขอให้ศาลสั่งกักเรือลำอื่น ที่เป็นของลูกหนี้ หรือลูกหนี้เป็นผู้ครอบครองนอกจาก เรือลำที่เกี่ยวกับ ข้อพิพาทนั้นมิได้
มาตรา 7 คำร้องขอให้กักเรือให้ทำเป็นคำร้องฝ่ายเดียว
คำร้องขอให้กักเรือต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือ หนี้ที่จะ ใช้สิทธิเรียกร้อง เกี่ยวกับเรือ และอย่างน้อยต้องมี รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อเจ้าหนี้ ชื่อลูกหนี้ ชื่อเรือ หมายเลข ทะเบียนเรือ ขนาดเรือ สัญชาติ และเมืองท่าขึ้นทะเบียนเรือ ชื่อนายเรือหรือ ผู้ควบคุม เรือหากทราบ และทำเลหรือถิ่นที่ทอดจอดเรือ
มาตรา 8 เมื่อได้รับคำร้องขอให้กักเรือ ให้ศาลดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวเป็นการด่วน
ถ้าเป็นที่พอใจจากพยานหลักฐานที่เจ้าหนี้นำมาสืบว่าสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือที่ยกขึ้นอ้างเป็นเหตุในการขอให้กักเรือนั้นมีมูล และในกรณีที่เรือที่เจ้าหนี้ขอให้ศาลสั่งกักมิได้อยู่ในราชอาณาจักรในเวลาที่ยื่นคำร้องเจ้าหนี้ได้แสดงให้เป็นที่พอใจศาลว่าเรือนั้นจะเข้ามาในราชอาณาจักรและจะเข้ามาอยู่ในเขตศาล ให้ศาลสั่งกักเรือนั้น
ในการสั่งกักเรือตามวรรคสอง ถ้าเป็นกรณีที่ลูกหนี้ไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร ศาลจะสั่งให้ เจ้าหนี้นำหลักประกัน ตามที่ศาลเห็นสมควรมาวางต่อศาลก่อนการบังคับตามคำสั่งกักเรือ เพื่อเป็นประกัน ความเสียหาย เนื่องจากการกักเรือ ซึ่งเจ้าหนี้อาจต้องรับผิดต่อลูกหนี้ก็ได้ แต่ในกรณีที่ลูกหนี้ มีภูมิลำเนา ในราชอาณาจักร ให้ศาลสั่งให้เจ้าหนี้นำหลักประกันมาวางต่อศาลก่อนการบังคับตามคำสั่งกักเรือทุกกรณี เว้นแต่เจ้าหนี้จะได้แสดงให้เป็นที่พอใจศาลว่า ทรัพย์สินอื่น ของลูกหนี้ ที่อยู่ในราชอาณาจักร มีไม่เพียงพอ ที่จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้
คำสั่งกักเรือตามวรรคสองให้ศาลกำหนดหลักประกันที่ลูกหนี้หรือบุคคลตามมาตรา 22 จะต้องวางต่อศาลเพื่อขอให้ปล่อยเรือนั้นไว้ด้วย
คำสั่งกักเรือตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด
มาตรา 9 ในการบังคับตามคำสั่งกักเรือ ให้ศาลออกหมายกักเรือส่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อดำเนินการต่อไปเป็นการด่วน และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น ดำเนินการ ตามหมาย กักเรือ ได้ทั่วราชอาณาจักร
หมายกักเรือตามวรรคหนึ่งให้ทำตามแบบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำหนด
มาตรา 10 ก่อนเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการกักเรือ ให้เจ้าหนี้ชำระค่าธรรมเนียมกักเรือ ในอัตราร้อยละหนึ่ง ของหนี้ที่เจ้าหนี้ จะใช้สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือ แต่ไม่เกินหนึ่งแสนบาท
ในกรณีเจ้าหนี้ฟ้องคดีตามสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือ ให้หักค่าธรรมเนียมกักเรือตามวรรคหนึ่ง จากค่าขึ้นศาลที่เจ้าหนี้ จะต้องเสียในคดีนั้นด้วย และให้ถือว่าค่าธรรมเนียมกักเรือเป็นส่วนหนึ่ง ของ ค่าฤชาธรรมเนียม ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งสำหรับคดีนั้น
มาตรา 11 เมื่อได้รับหมายกักเรือจากศาล ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งโดยทางโทรศัพท์ โทรเลข โทรพิมพ์ หรือวิธีการอื่น ให้เจ้าหน้าที่ซึ่ง เกี่ยวข้องกับ การปล่อยเรือออกจากท่า ทราบโดยพลันว่า ศาลได้สั่ง กักเรือลำนั้น ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
เมื่อได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานบังคับคดีตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้อง กับการปล่อยเรือออกจากท่า ระงับการปล่อยเรือนั้น ออกจากท่า เพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ปฏิบัติหน้าที่ ตาม มาตรา 12 ต่อไป จนกว่าจะได้รับแจ้งเป็นอย่างอื่น
มาตรา 12 เมื่อได้รับหมายกักเรือจากศาล ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่
(1) ส่งหมายกักเรือให้นายเรือหรือผู้ควบคุมเรือลงลายมือชื่อรับไว้ในใบรับ เป็นหลักฐาน
(2) ปิดหมายกักเรือไว้ ณ ที่แลเห็นได้ง่ายในเรือ
(3) ดำเนินการอย่างอื่นที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุผลตามหมายกักเรือ และ
(4) แจ้งเป็นหนังสือให้สถานกงสุลของประเทศที่เรือนั้นมีสัญชาติทราบถึง การกักเรือ
ในการส่งหมายกักเรือตาม (1) ถ้านายเรือหรือผู้ควบคุมเรือ ปฏิเสธไม่ยอมลงลายมือชื่อ รับหมายกักเรือจาก เจ้าพนักงาน บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะ ขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือตำรวจ ไปด้วยเพื่อเป็นพยาน และถ้านายเรือหรือผู้ควบคุมเรือยังคงปฏิเสธ ไม่ยอมลงลายมือชื่อ รับอีกก็ให้วางหมายกักเรือไว้ ณ ที่นั้น และให้ถือว่าบุคคลดังกล่าวได้รับหมายกักเรือนั้นแล้ว
ในกรณีที่ไม่สามารถส่งหมายกักเรือนั้นได้ตามความใน (1) หรือวรรคสอง ให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี ปิดหมายกักเรือไว้ ณ ที่แลเห็น ได้ง่ายในเรือ และให้ถือว่า บุคคลดังกล่าว ได้รับหมาย กักเรือนั้นแล้ว
ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำรายงานการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรานี้และส่งต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวนความต่อไป
มาตรา 13 ในการบังคับตามหมายกักเรือ ให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี มีอำนาจตาม ประมวล กฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการบังคับคดี ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยอนุโลม และให้มีอำนาจ สั่งให้นายเรือ ผู้ควบคุมเรือคนประจำเรือ และบุคคลอื่น ซึ่งเกี่ยวข้อง กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการ อย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้บรรลุผลตามหมายกักเรือ ถ้าบุคคลเช่นว่านั้น ฝ่าฝืนหรือ ไม่ปฏิบัติตาม ให้เจ้าพนักงาน บังคับคดีร้องขอความช่วยเหลือ จากพนักงาน เจ้าหน้าที่หรือตำรวจ เพื่อให้สามารถ ดำเนินการตามคำสั่งได้ และในการนี้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือตำรวจมีอำนาจจับกุม และควบคุมตัว บุคคลเช่นว่านั้นไว้เท่าที่จำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี
ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย เมื่อเจ้าพนักงาน บังคับคดี ร้องขอ หรือ พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจสั่งให้นายเรือทอดจอดเรือ ณ ที่ปลอดภัย หรือ ดำเนินการอย่างอื่นเพื่อให้บรรลุผลตามหมายกักเรือได้ แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เป็นอุปสรรค ในการขนของ ลงเรือ หรือ ขึ้นจากเรือ
มาตรา 14 ให้เจ้าหนี้มีหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าพนักงานบังคับคดีและทดรองค่าใช้จ่ายทั้งปวงที่ จำเป็นต้องจ่าย ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 13 และ มาตรา 26
ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมช่วยเหลือหรือไม่ยอมทดรองค่าใช้จ่ายตามวรรคหนึ่งและการไม่ช่วยเหลือหรือไม่ทดรองค่าใช้จ่ายเช่นว่านั้นทำให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีรอการปฏิบัติหน้าที่ไว้ และรายงานให้ศาลที่มีคำสั่งกักเรือทราบโดยด่วน
เมื่อได้รับรายงานจากเจ้าพนักงานบังคับคดีตามวรรคสอง ให้ศาลมีคำสั่ง ดังนี้
(1) ในกรณีที่ยังมิได้ปิดหมายกักเรือตามมาตรา 12 (2) ให้งดการบังคับตามคำสั่งกักเรือไว้ จนกว่า เจ้าหนี้จะช่วยเหลือ และ ทดรอง ค่าใช้จ่าย ภายในระยะเวลา ที่ศาลกำหนดซึ่งต้อง ไม่เกิน สามวัน ทำการ เมื่อพ้นระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ถ้าเจ้าหนี้ ยังไม่ยอมช่วยเหลือ และ ทดรองค่าใช้จ่าย ให้เจ้าพนักงาน บังคับคดี แจ้งให้เจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปล่อยเรือออกจากท่าทราบ เพื่อให้ ยกเลิก การระงับ การปล่อยเรือตามมาตรา 11 วรรคสองโดยให้นำความในมาตรา 26 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
(2) ในกรณีที่ได้ปิดหมายกักเรือตามมาตรา 12 (2) แล้ว ให้เจ้าหนี้ให้ความช่วยเหลือ และทดรองค่าใช้จ่าย โดยแสดง ความจำนง ต่อ เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน ระยะเวลา ที่ศาลกำหนด ซึ่งต้องไม่เกินสามวันทำการ ถ้าเจ้าหนี้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ให้ศาลสั่ง ปล่อยเรือ หรือ คืนหลักประกัน ที่วางไว้ตามมาตรา 21 หรือมาตรา 22 แล้วแต่กรณี
คำสั่งศาลตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด
มาตรา 15 ความรับผิดต่อเจ้าของเรือ นายเรือ ผู้ควบคุมเรือคนประจำเรือ หรือต่อบุคคลภายนอก เพื่อความเสียหาย ถ้าหากมี อันเกิดจากการกักเรือ ย่อมไม่ตกแก่ เจ้าพนักงานบังคับคดี หรือ พนักงาน เจ้าหน้าที่ แต่ตกแก่เจ้าหนี้ เว้นแต่เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ได้กระทำการฝ่าฝืน ต่อบทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น
มาตรา 16 หมายกักเรือให้ใช้บังคับได้ทั่วราชอาณาจักรจนกว่าจะสิ้นอายุความฟ้องคดีตาม สิทธิเรียกร้อง เกี่ยวกับเรือนั้น
มาตรา 17 เมื่อได้ดำเนินการตามมาตรา 12 (1) และ (2) แล้ว
(1) ให้การกักเรือตามคำสั่งกักเรือมีผลใช้บังคับจนกว่า ศาลจะมีคำสั่ง เป็นอย่างอื่น และ
(2) การก่อให้เกิด โอน หรือเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในตัวเรือ หรือ สิทธิครอบครองเรือ ระหว่างที่การกักเรือตามคำสั่งกักเรือมีผลใช้บังคับจะใช้ยันแก่เจ้าหนี้ หรือ เจ้าพนักงาน บังคับคดีมิได้
มาตรา 18 เรือที่ถูกกักตามพระราชบัญญัตินี้ให้ถือว่าเป็นทรัพย์สินอันเจ้าพนักงานได้ยึดไว้ ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณา ความแพ่ง
มาตรา 19 ถ้าลูกหนี้นำเงินมาวางศาลเต็มจำนวนที่กำหนดไว้ในคำสั่งกักเรือตามมาตรา 8 วรรคสี่ โดยยอมรับผิด ให้การกักเรือ ตามคำสั่งกักเรือเป็นอันสิ้นสุดลง และให้ศาลสั่ง ปล่อยเรือที่กักไว้นั้น โดยพลัน
ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าได้มีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เจ้าหนี้ชนะคดีตาม สิทธิเรียกร้อง เกี่ยวกับ เรือที่ระบุไว้ ในคำร้องขอ ให้กักเรือ
มาตรา 20 ในกรณีที่ลูกหนี้มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร ถ้าลูกหนี้นำเงิน มาวางศาลเต็มจำนวน ที่กำหนดไว้ในคำสั่งกักเรือ ตามมาตรา 8 วรรคสี่ โดยไม่ยอมรับผิดให้ การกักเรือ ตามคำสั่งกักเรือ เป็นอัน สิ้นสุดลง และให้ศาลสั่งปล่อยเรือที่กักไว้นั้นโดยพลัน
มาตรา 21 ลูกหนี้ซึ่งไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรอาจขอให้ศาลที่สั่งกักเรือปล่อยเรือนั้นโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาล พร้อมทั้ง วางหลักประกันตามที่ศาลกำหนดไว้ในคำสั่งกักเรือเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้
ลูกหนี้จะมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือหรือโดยทางโทรเลขหรือโทรพิมพ์ให้บุคคลซึ่งมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรเป็นตัวแทนในการยื่นคำร้องขอให้ปล่อยเรือก็ได้
ให้ลูกหนี้ตั้งบุคคลซึ่งมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรเป็นตัวแทนเพื่อรับคำคู่ความและเอกสารในการดำเนินกระบวนพิจารณา โดยจะทำเป็น หนังสือหรือโดยทางโทรเลขหรือโทรพิมพ์ก็ได้
ในกรณีที่ตัวแทนตามวรรคสองเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาล ถ้าลูกหนี้ไม่ได้ตั้งตัวแทนตามวรรคสามไว้ ให้ถือว่า ผู้ยื่นคำร้องนั้นเป็นตัวแทนตามวรรคสามด้วย
ให้ตัวแทนตามวรรคสอง และวรรคสาม ให้ถ้อยคำสาบานตัวต่อศาลว่าตนได้รับมอบอำนาจจากลูกหนี้จริง และมิให้นำมาตรา 47 วรรคสองและวรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การตั้งตัวแทนดังกล่าว
มาตรา 22 บุคคลอื่นซึ่งได้รับหรือจะได้รับความเสียหายจากการที่เรือถูกกักอาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ปล่อยเรือได้ โดย วางหลักประกัน ในนาม ของลูกหนี้ และให้ถือว่า บรรดาการกระทำที่ผู้ยื่นคำร้องนั้น จำเป็นต้องกระทำไป ในการขอให้ศาลปล่อยเรือ เป็นการกระทำในฐานะตัวแทน ของลูกหนี้
บุคคลตามวรรคหนึ่งจะมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือหรือโดยทางโทรเลขหรือโทรพิมพ์ให้บุคคลซึ่งมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรเป็นตัวแทนในการยื่นคำร้องขอให้ปล่อยเรือก็ได้
ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยเรือโดยลูกหนี้ไม่ได้ตั้งตัวแทนตามมาตรา 21 วรรคสามไว้ ให้ถือว่าผู้ยื่นคำร้องนั้นเป็นตัวแทนเพื่อรับคำคู่ความและเอกสารในการดำเนินกระบวนพิจารณาและถ้าผู้ยื่นคำร้องมิได้มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร ให้ตั้งบุคคลซึ่งมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรเพื่อรับคำคู่ความและเอกสารแทนลูกหนี้โดยจะทำเป็นหนังสือหรือโดยทางโทรเลขหรือโทรพิมพ์ก็ได้
ให้ตัวแทนตามวรรคสอง และวรรคสาม ให้ถ้อยคำสาบานตัวต่อศาลว่า ตนได้รับมอบอำนาจจาก บุคคลตามวรรคหนึ่งจริง และมิให้นำมาตรา 47 วรรคสอง และวรรคสาม แห่งประมวล กฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้บังคับแก่การตั้งตัวแทนดังกล่าว
มาตรา 23 ในการยื่นคำร้องขอให้ปล่อยเรือ นอกจากต้องวางหลักประกันตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 22 วรรคหนึ่ง แล้ว
(1) ในกรณีที่ลูกหนี้ซึ่งมิได้มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรเป็น ผู้ยื่นคำร้อง ด้วยตนเอง ต้องแนบหลักฐานการตั้งตัวแทนตามมาตรา 21 วรรคสามไปพร้อมกับคำร้อง
(2) ในกรณีที่ตัวแทนตามมาตรา 21 วรรคสอง ของลูกหนี้เป็นผู้ยื่นคำร้องต้องแนบหลักฐานการตั้งตัวแทนตามมาตรา 21 วรรคสอง ไปพร้อมกับคำร้อง
(3) ในกรณีที่บุคคลตามมาตรา 22 วรรคหนึ่ง เป็นผู้ยื่นคำร้อง ถ้าผู้ยื่นคำร้องนั้น มิได้มี ภูมิลำเนาในราชอาณาจักร และไม่ได้แนบหลักฐานการตั้งตัวแทนตามมาตรา 21 วรรคสาม ของลูกหนี้ ต้องแนบหลักฐานการตั้งตัวแทนตามมาตรา 22 วรรคสาม ไปพร้อมกับ คำร้อง
ถ้าผู้ยื่นคำร้องไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลมีคำสั่งไม่รับพิจารณาคำร้องนั้น
มาตรา 24 คำร้องขอให้ปล่อยเรือให้ทำเป็นคำร้องฝ่ายเดียว
มาตรา 25 นอกจากกรณีตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ศาลมีอำนาจสั่ง ให้ปล่อยเรือได้ ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยเรือ
(2)เจ้าหนี้มิได้ฟ้องคดีตามสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดหมายกักเรือตามมาตรา 12 (2)
(3) เมื่อมีคำร้องขอให้ปล่อยเรือตามมาตรา 21 หรือมาตรา 22 และ ศาลได้พิจารณา เป็นที่พอใจว่าหลักประกันที่
ผู้ยื่นคำร้องวางต่อศาลมีมูลค่าหรือราคาไม่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในคำสั่งกักเรือหรือในกรณีที่ผู้ยื่นคำร้องขอวางหลักประกันน้อยกว่าที่กำหนดไว้ในคำสั่งกักเรือโดยได้แสดงเหตุผลไว้ในคำร้อง เมื่อศาลได้ส่งสำเนาคำร้องให้เจ้าหนี้ทราบเพื่อคัดค้านภายในเวลาที่ศาลกำหนด แต่เจ้าหนี้ ไม่คัดค้าน ภายในเวลา ที่ศาล กำหนดนั้น หรือ เมื่อศาลได้ พิจารณา คำคัดค้าน ของเจ้าหนี้ แล้ว เห็นว่า สมควร ลดหลักประกัน ที่กำหนดไว้ในคำสั่งกักเรือ และศาลได้สั่งให้ ผู้ยื่นคำร้อง วางหลักประกันตามที่เห็นสมควร และได้มีการ วางหลักประกัน นั้นแล้ว
คำสั่งปล่อยเรือตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด
มาตรา 26 เมื่อศาลได้มีคำสั่งปล่อยเรือตามมาตรา 25 แล้วให้ศาลแจ้งคำสั่งดังกล่าว ให้เจ้าพนักงาน บังคับคดีทราบ และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่
(1) แจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ทราบ แล้วแต่กรณี
(2) แจ้งเป็นหนังสือให้สถานกงสุลของประเทศที่เรือนั้นมีสัญชาติทราบ และ
(3) แจ้งโดยทางโทรศัพท์ โทรเลข โทรพิมพ์ หรือวิธีการอื่น ให้เจ้าหน้าที่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ การปล่อยเรือออกจากท่าทราบโดยพลันว่าศาลได้มีคำสั่งปล่อยเรือนั้น ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด
เมื่อได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานบังคับคดีตาม (3) ให้เจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับ การปล่อยเรือ ออกจากท่า ดำเนินการปล่อยเรือนั้นโดยไม่ชักช้า
มาตรา 27 ให้ศาลสั่งคืนหลักประกันที่เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือบุคคลตามมาตรา 22 วางไว้ต่อศาลเมื่อ
(1)เจ้าหนี้มิได้ฟ้องคดีตามสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดหมายกักเรือตามมาตรา 12 (2) และลูกหนี้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้คืนหลักประกันของตนเมื่อ พ้นกำหนด สามสิบวัน ดังกล่าว
(2)ลูกหนี้มิได้ฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายอันเป็นผลจากการที่เจ้าหนี้ขอให้สั่งกักเรือภายในหกสิบวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดหมายกักเรือตามมาตรา 12 (2) และเจ้าหนี้ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้คืนหลักประกัน ของตนเมื่อพ้นกำหนด หกสิบวัน ดังกล่าว
(3) เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้คืนหลักประกันของตน ไม่ว่า ในเวลาใด ๆ และคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งไม่คัดค้าน
(4) ในกรณีที่มีการวางหลักประกันตามมาตรา 22
(ก)เจ้าหนี้มิได้ฟ้องคดีตามสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดหมายกักเรือตามมาตรา 12 (2) และบุคคลตามมาตรา 22 ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้คืนหลักประกัน ของตน เมื่อพ้น กำหนด สามสิบวันดังกล่าว
(ข) เจ้าหนี้หรือบุคคลตามมาตรา 22 ยื่นคำร้อง ต่อศาล ขอให้คืน หลักประกัน ของตน ไม่ว่าในเวลาใด ๆ และ เจ้าหนี้หรือ บุคคล ตาม มาตรา 22 แล้วแต่กรณี ไม่คัดค้าน
มาตรา 28 เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปิดหมายกักเรือตามมาตรา 12 (2) แล้ว เจ้าหนี้จะฟ้องคดีตามสิทธิเรียกร้อง เกี่ยวกับเรือต่อศาลดังต่อไปนี้ก็ได้ คือ
(1) ศาลที่สั่งกักเรือ
(2) ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นตามประมวล กฎหมาย วิธีพิจารณา ความแพ่ง ซึ่งมิใช่ศาลตาม (1) แต่ศาลจะรับฟ้องไว้พิจารณา ต่อเมื่อเจ้าหนี้ ได้ยื่นคำร้อง แสดงให้เป็นที่ พอใจว่าการพิจารณาคดีในศาลนั้นจะเป็นการสะดวก
มาตรา 29 เมื่อลูกหนี้ซึ่งมิได้มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรถูกฟ้องคดีแล้ว และยังไม่ได้ ตั้งทนายความไว้ การส่งคำคู่ความ หรือเอกสารอื่นใดให้แก่จำเลย ถ้าไม่สามารถส่งในราชอาณาจักรได้ ให้เจ้าพนักงานศาลปฏิบัติดังนี้
(1) ถ้ามีตัวแทนตามมาตรา 21 วรรคสาม ให้ส่งแก่ตัวแทนดังกล่าว
(2) ถ้าเป็นกรณีตามมาตรา 22 วรรคสาม ให้ส่งแก่ผู้ยื่นคำร้อง หรือบุคคล ซึ่งผู้ยื่นคำร้อง ตั้งไว้เพื่อรับคำคู่ความหรือเอกสาร แล้วแต่กรณี
(3) ถ้าไม่มีตัวแทนตาม (1) และไม่เป็นกรณีตาม (2) ให้ส่งแก่ นายเรือหรือผู้ควบคุมเรือนั้น ที่เรือหรือ ณ ที่อยู่ของบุคคลดังกล่าวในราชอาณาจักร
ในกรณีที่ไม่สามารถส่งคำคู่ความหรือเอกสารให้แก่บุคคลตาม (1) หรือ (2) ตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งได้ ศาลอาจสั่งให้ปิดคำคู่ความ หรือเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของบุคคลดังกล่าว หรือ ในกรณีที่ไม่สามารถ ส่งคำคู่ความ หรือเอกสาร ให้แก่บุคคลตาม (3) ได้ ศาลอาจสั่งให้ปิดคำคู่ความหรือเอกสารไว้ ณ ที่แลเห็นได้ง่าย ในเรือ ในกรณีเช่นนี้ มิให้นำมาตรา 79 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ
เมื่อได้ปฏิบัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองแล้ว ให้ถือว่าจำเลยได้รับคำคู่ความหรือ เอกสารนั้น เมื่อระยะเวลาสิบห้าวัน ได้ล่วงพ้นไปแล้วนับแต่วันที่ได้ส่งหรือปิดคำคู่ความ หรือเอกสารนั้น
มาตรา 30 ในกรณีที่สิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือเกิดจากความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน ของบุคคลใด ๆ ที่มีสาเหตุมาจากเรือหรือการดำเนินงานของเรือ เมื่อพนักงาน อัยการเห็น สมควรจะรับดำเนินคดี ตามสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับ เรือดังกล่าวแทนเจ้าหนี้ก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้พนักงาน อัยการมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้กักเรือแทนเจ้าหนี้และ ให้ได้รับ ยกเว้น ค่าธรรมเนียม กักเรือ ตาม พระราชบัญญัตินี้
มาตรา 31 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการ ตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับ ออกระเบียบ เพื่อปฏิบัติการ ตาม พระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
อานันท์ ปันยารชุน
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากเรือเดินทะเลที่ให้บริการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศประมาณกว่าร้อยละ 90 เป็นเรือต่างชาติ ซึ่งเจ้าของเรือ และผู้ดำเนินงาน ของเรือเหล่านี้ส่วนมาก ไม่มี ภูมิลำเนา อยู่ใน ราชอาณาจักร เมื่อเกิดกรณีที่เจ้าของเรือ หรือผู้ดำเนินงานต้องรับผิด ทางแพ่งต่อบุคคลซึ่ง อยู่ใน ราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดตามสัญญา ความรับผิดเพื่อละเมิด หรือความรับผิด โดยผล แห่งกฎหมายบุคคลดังกล่าวก็ไม่สามารถดำเนินการให้เจ้าของเรือหรือผู้ดำเนินงานชำระหนี้หรือชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ตนได้ เนื่องจากเจ้าของเรือหรือผู้ดำเนินงานไม่มีทรัพย์สินอยู่ในราชอาณาจักร ซึ่งหากนำคดี ขึ้นสู่ศาล ก็ไม่เกิด ประโยชน์แก่เจ้าหนี้ ประกอบกับพฤติการณ์ทำนองเดียวกันนี้ เจ้าหนี้ในต่างประเทศ สามารถฟ้องร้อง เจ้าของเรือไทย หรือผู้ดำเนินงาน ต่อศาลในประเทศของตนได้ สมควรมีกฎหมายว่าด้วยการกักเรือ ให้อำนาจศาล สั่งกักเรือที่เป็นของลูกหนี้ หรือลูกหนี้เป็นผู้ครอบครอง เพื่อให้เพียงพอ ที่จะเป็นประกัน การชำระหนี้อันมีมูลมาจากสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับเรือนั้นได้ ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ในราชอาณาจักร ไม่ให้เสียเปรียบเจ้าของเรือหรือผู้ดำเนินงานต่างชาติโดยไม่เป็นธรรม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
work permits / labor laws / about us / main page / home
ภาษาไทย
/ ENGLISH / หน้าแรก
email
us
![]()
ถ้าเหนื่อยๆ ก็ click ที่
web สบายๆ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น