บททั่วไป  /  เขตอำนาจศาล  /  องค์คณะผู้พิพากษา  /   การจ่าย การโอน และการเรียกคืนสำนวนคดี 

พระราชบัญญัติ

ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม 

พ.ศ. 2543


ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2543

เป็นปีที่ 55 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงพระธรรมนูญศาลยุติธรรม 

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภาดังต่อไปนี้

มาตรา 1     พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 "

มาตรา 2     พระราชบัญญัติ นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา 3     ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช 2477 และ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งได้ใช้บังคับ โดยพระราชบัญญัติ ดังกล่าว

มาตรา 4     ให้ใช้บทบัญญัติท้ายพระราชบัญญัตินี้เป็นพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 5     พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้าย พระราชบัญญัตินี้    ให้ใช้บังคับแก่  บรรดาคดีที่ ได้ยื่นฟ้อง ในวันที่ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับเป็นต้นไป ไม่ว่ามูลคดี ได้เกิดขึ้น ก่อนหรือ ในวันที่ พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ บรรดาคดี ที่ได้ยื่นฟ้อง ก่อนวันที่ พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้าย พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ  ให้บังคับ ตามกฎหมายซึ่ง ใช้อยู่ก่อน วันที่ พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้าย พระราชบัญญัติ นี้ใช้บังคับ จนกว่าคดีจะถึงที่สุด เว้นแต่ มาตรา 28 มาตรา29 มาตรา 30 และมาตรา 31 แห่ง พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้าย  พระราชบัญญัตินี้  ให้ใช้บังคับแก่คดี  ในลักษณะดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2545

มาตรา 6     ให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา และรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น เฉพาะที่มีอาวุโสถัดจากรองประธานศาลฎีกา และ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น คนที่สาม และรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค อยู่ในวันที่ พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้าย พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ คงดำรง ตำแหน่งดังกล่าว ได้ต่อไป จนกว่าจะได้รับแต่งตั้งให ้ไปดำรงตำแหน่งอื่น แต่ต้องไม่เกินในวันที 11 ตุลาคม พ.ศ. 2545 
                   ให้ผู้ที่  ดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์  และ รองอธิบดีผู้พิพิากษาศาลอุทธรณ์ภาค เฉพาะที่มีอาวุโส ถัดจากรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์  และ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค คนที่หนึ่ง อยู่ในวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้าย พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ คงดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้ ต่อไปจนกว่า จะได้รับแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งอื่น  แต่ต้องไม่เกินวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2545
   
             ให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง มีหน้าที่ช่วยประะธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์  ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  และ อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค  ตามที่ประธานศาลฎีกา  ประธานศาลอุทธรณ์  ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น  และ อธิบดีผู้พิพากษาภาคมอบหมาย แล้วแต่กรณี

มาตรา 7         บรรดาพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการ ระเบียบข้อบังคับ และ บรรดาคำสั่งต่างๆ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ตราหรือออก โดยอาศัยอำนาจตาม พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งได้ใช้บังคับ โดยพระราชบัญญัติให้ใช้ พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช 2477  ก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ ให้คงใช้บังคับได้  ต่อไป จนกว่า จะมีประกาศ  ระเบียบ หรือคำสั่ง ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม  ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ออกใช้บังคับแทน

มาตรา 8         ให้ประธานศาลฎีการักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

หมวด 1

บททั่วไป

มาตรา 1     ศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญนี้มีสามชั้น คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา 2     ศาลชั้นต้น ได้แก่ ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี ศาลจังหวัด ศาลแขวง และศาลยุติธรรมอื่นที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดให้เป็นศาลชั้นต้น

มาตรา 3     ศาลอุทธรณ์ ได้แก่ ศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค

มาตรา 4     ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ และศาลชั้นต้น อาจแบ่งส่วนราชการเป็นแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น และจะให้มีอำนาจในคดีประเภทใดหรือคดีในท้องที่ใดซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของแต่ละศาลนั้นแยกต่างหากโดยเฉพาะก็ได้ โดยออกเป็นประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม

ประกาศคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมตามวรรคหนึ่งเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

มาตรา 5     ให้ประธานศาลฎีกามีหน้าที่วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม เพื่อให้กิจการของศาลยุติธรรมดำเนินไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกัน และให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจดูแลให้ผู้พิพากษาปฎิบัติตามระเบียบวิธีการต่างๆ ที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้อง

มาตรา 6     ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมมีอำนาจเสนอความเห็นเกี่ยวกับการจัดตั้ง การยุบเลิก หรือการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลของศาลยุติธรรมต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงจำนวน สภาพ สถานที่ตั้ง และเขตอำนาจศาลตามที่จำเป็นเพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนเป็นไปโดยเรียบร้อยตลอดราชอาณาจักร

มาตรา 7     ให้คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนดจำนวนผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมให้เหมาะสมตามความจำเป็นแห่งราชการ

มาตรา 8     ให้มีประธานศาลฎีกาประจำศาลฎีกาหนึ่งคนประธานศาลอุทธรณ์ประจำศาลอุทธรณ์หนึ่งคน ประธานศาลอุทธรณ์ภาคประจำศาลอุทธรณ์ภาคศาลละหนึ่งคน และให้มีอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี และศาลยุติธรรมอื่นที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดให้เป็นศาลชั้นต้น ศาลละหนึ่งคน กับให้มีรองประธานศาลฎีกาประจำศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ประจำศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาคประจำศาลอุทธรณ์ภาค และรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี และศาลยุติธรรมอื่นที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดให้เป็นศาลชั้นต้น ศาลละหนึ่งคน และในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในทางราชการ คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมโดยความเห็นชอบของประธานศาลฎีกา จะกำหนดให้มีรองประธานศาลฎีกา หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมากกว่าหนึ่งคนแต่ไม่เกินสามคนก็ได้

เมื่อตำแหน่งประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นว่างลงหรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ให้รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น แล้วแต่กรณี เป็นผู้ทำการแทน ถ้ามีรองประธานศาลฎีกา หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหลายคน ให้รองประธานศาลฎีกาหรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับเป็นผู้ทำการแทน

ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นตามวรรคสอง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสุงสุดในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน ถ้ามีผู้อาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับเป็นผู้ทำการแทน

ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามวรรคสาม ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนได้

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลจะเป็นผู้ทำการแทนในตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่ได้

มาตรา 9     ในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ศาลละหนึ่งคน

เมื่อตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงว่างลงหรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในศาลนั้นเป็นผู้ทำการแทน

ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามวรรคสอง ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนก็ได้

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลจะเป็นผู้ทำการแทนในตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่ได้

มาตรา 10     ในกรณีที่มีการแบ่งส่วนราชการในศาลฎีกาศาลอุทธรณ์ หรือ ศาลชั้นต้น ออกเป็นแผนก หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกหรือผู้พิพากษา หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น แผนกหรือหน่วยงานละหนึ่งคน

เมื่อตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกหรือผู้พิพากษาหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามวรรคหนึ่งว่างลง หรือเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งคนดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในแผนกหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้นเป็นผู้ทำการแทน ถ้าผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดในแผนกหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับในแผนกหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้นเป็นผู้ทำการแทน

ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามวรรคสอง ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนก็ได้

ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลจะทำการแทนในตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่ได้

มาตรา 11     ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และผู้พิพากษาหัวหน้าศาลต้องรับผิดชอบในราชการของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อย และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย

1. นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือเป็นที่สนใจของประชาชน คดีที่เป็นความผิดอาญาร้ายแรง คดีที่มีทุนทรัพย์สูง และคดีละเมิดอำนาจศาลทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม

2. สั่งคำร้องคำขอต่างๆ ที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ

3. ระมัดระวังการใช้ระเบียบวิธีการต่างๆ ที่กำหนดขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้อง เพื่อให ้ การพิจารณาพิพากษาคดี เสร็จเด็ดขาด ไปโดยเร็ว

4. ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลนั้นในข้อขัดข้องเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของผูพิพากษา

5. ร่วมมือกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองในบรรดากิจการอันเกี่ยวกับการจัดวาง ระเบียบและการดำเนินการงานส่วนธุรการของศาล

6. ทำรายงานการคดีและกิจการของศาลส่งตามระเบียบ

7. มีอำนาจหน้าทีอื่นตามที่กฎหมายกำหนด

                ให้รองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีอำนาจตาม(2) ด้วยและให้มีหน้าที่ช่วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นแล้วแต่กรณีตามที่ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์  ประธานศาลอุทธรณ์ภาค  หรือ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น มอบหมาย

มาตรา 12     ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนก หรือ หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ต้องรับผิดชอบงานของแผนก หรือ หน่วยงาน ที่เรียกชื่ออย่างอื่น ให้เป็นไปโดยเรียบร้อย ตามที่กำหนดไว้ใน คณะกรรมการบริหาร ศาลยุติธรรม ที่ได้จัดตั้งแผนก หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นนั้น  และต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ของประธานศาลฎีกา  ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือ ผู้พิพากษา หัวหน้าศาลนั้น 

มาตรา13     ให้มีอธิบดีผู้พิพากษาภาค ภาคละหนึ่งคน จำนวนเก้าภาคมีสถานที่ตั้งและเขตอำนาจตามที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

                    เมื่อตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาคว่างลง หรือเมื่ออธิบดีผู้พิพากษาภาคไม่อาจปฏิบัติงานได้ ให้ ประธานศาลฎีกา สั่งให้ผู้พิพากษา คนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทน

                    ผู้พิพากษาอาวุโส หรือ ผู้พิพากษาประจำศาลจะเป็นผู้ทำการแทนในตำแหน่งตามวรรคหนึ่งไม่ได้

มาตรา 14     ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็นผู้พิพากษาในศาลที่อยู่ในเขตอำนาจด้วยผู้หนึ่ง

โดย    ให้มีอำนาจ และหน้าที่  ตามที่กำหนดไว้ใน    มาตรา 11 วรรคหนึ่ง และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย

(1) สั่งให้หัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมรายงานเกี่ยวด้วยคดี หรือรายงานกิจการอื่นของศาล ที่อยู่ในเขตอำนาจของตน

(2) ในกรณีจำเป็น จะสั่งให้ผู้พิพากษา คนใดคนหนึ่งในศาล ที่อยู่ในเขตอำนาจของตน ไปช่วยทำงานชั่วคราว มีกำหนด ไม่เกินสามเดือน     ในอีกศาลหนึ่ง โดยความยินยอม ของผู้พิพากษานั้นก็ได้ แล้วรายงานไปยังประธานศาลฎีกาทันที

หมวด 2

เขตอำนาจศาล

มาตรา 15     ห้ามมิให้ศาลยุติธรรมศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลยุติธรรมอื่นได้สั่งรับประทับฟ้องโดยชอบแล้วไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความหรือตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา 16     ศาลชั้นต้นมีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้

                   ศาลแพ่งและศาลอาญา มีเขตตลอดท้องที่กรุงเทพมหานครนอกจากท้องที่ที่อยู่ในเขตของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี ศาลจังหวัดมีนบุรี และศาลยุติธรรมอื่นตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นกำหนดไว้

                   ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งหรือศาลอาญา และคดีนั้นเกิดขึ้นนอกเขตของศาลแพ่งหรือศาลอาญา ศาลแพ่งหรือศาลอาญา แล้วแต่กรณี อาจใช้ดุลพินิจยอมรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลยุติธรรมอื่นที่มีเขตอำนาจ

                    ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด และคดีนั้นเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ให้ศาลจังหวัดนั้นมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ

มาตรา 17      ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และมีอำนาจทำการไต่สวน หรือมีคำสั่งใดๆ ซึ่ง ผู้พิพากษาคนเดียว มีอำนาจ ตามที่กำหนดไว้ ในมาตรา 24  และ มาตรา 25 วรรคหนึ่ง

มาตรา 18     ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น

มาตรา 19     ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และ ศาลแพ่งธนบุรี มีอำนาจ พิจารณาพิพากษาคดี แพ่งทั้งปวง และคดีอื่นใดที่มิได้อยู่ ในอำนาจ ของศาลยุติธรรมอื่น

                   ศาลอาญากรุงเทพใต้ และศาลอาญาธนบุรี มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น รวมทั้งคดีอื่นใด ที่มีกฎหมายบัญญัติให้ อยู่ในอำนาจของ ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา แล้วแต่กรณี

มาตรา 20     ศาลยุติธรรมอื่นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลนั้นหรือกฎหมายอื่นกำหนดไว้

มาตรา 21     ศาลอุทธรณ์มีเขตตลอดท้องที่ที่มิได้อยู่ในเขตศาลอุทธรณ์ภาค

                   ในกรณีที่มีการยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์และคดีนั้นอยู่นอกเขตของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อาจ ใช้ดุลพินิจ ยอมรับไว้ พิจารณาพิพากษา หรือ มีคำสั่งโอนคดีนั้น ไปยังศาลอุทธรณ์ภาคที่มีเขตอำนาจ

มาตรา 22      ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น ตาม บทบัญญัติ แห่งกฎหมาย ว่าด้วยการอุทธรณ์  และว่าด้วยเขตอำนาจศาล และมีอำนาจดังต่อไปนี้

(1) พิพากษายืนตาม แก้ไข กลับ หรือยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษประหารชีวิต หรือ จำคุกตลอดชีวิต ในเมื่อ คดีนั้น ได้ส่งขึ้นมายัง ศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค ตามที่บัญญัติไว้ใน กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

(2) วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องคำขอที่ยื่นต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคตามกฎหมาย

(3) วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคมีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น

มาตรา 23     ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค และ คดีที่อุทธรณ์คำพิพากษา หรือ คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยตรงต่อศาลฎีกา ตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมาย ว่าด้วย  การอุทธรณ์  หรือ ฎีกาและคดีที่กฎหมายอื่นบัญญัติ ให้ศาลฎีกา  มีอำนาจพิจารณาพิพากษา  รวมทั้งมีอำนาจ  วินิจฉัยชี้ขาด หรือ  สั่งคำร้อง  คำขอที่ยื่นต่อศาลฎีกา ตามกฎหมาย

                   คดีที่ศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งแล้ว คู่ความไม่มีสิทธิที่จะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาคัดค้านคดีนั้นต่อไป

หมวด 3

องค์คณะผู้พิพากษา

มาตรา 24     ให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจดังต่อไปนี้

(1) ออกหมายเรียก หมายอาญา หรือหมายสั่งให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่น

(2) ออกคำสั่งใดๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี

มาตรา 25     ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น ดังต่อไปนี้

(1) ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีทั้งปวง

(2) ไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัย

(3) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา

(4) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท ราคาทรัพย์สิน ที่พิพาท หรือ จำนวนเงิน ดังกล่าว อาจขยายได้ โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

(5) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ แต่จะลงโทษจำคุก เกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุก หรือปรับ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่าง เกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

                   ผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจตาม(3)(4)หรือ (5)

มาตรา 26     ภายใต้บังคับมาตรา 25 ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น นอกจาก ศาลแขวง และศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งพระราชพระบัญญัติจัดตั้ง ศาลนั้น กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคน และต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกินหนึ่งคน  จึงเป็นองค์คณะ ที่มีอำนาจ พิจารณาพิพากษาคดี แพ่งหรือคดีอาญาทั้งปวง

มาตรา 27     ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค หรือศาลฎีกา ต้องมี ผู้พิพากษาอย่างน้อยสามคน จึงเป็น องค์คณะ ที่มีอำนาจ พิจารณาพิพากษาคดีได้

                   ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค และผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่เข้าประชุมใหญ่ในศาลนั้น หรือในแผนกคดี ของศาลดังกล่าว เมื่อได้ตรวจสำนวนคดี ที่ประชุมใหญ่ หรือที่ประชุมแผนกคดีแล้ว มีอำนาจพิพากษา หรือทำคำสั่งคดีนั้นได้ และ ฉพาะ ในศาลอุทธรณ์ หรือ ศาลอุทธรณ์ภาค มีอำนาจ ทำความเห็นแย้งได้ด้วย

มาตรา 28     ในระหว่างการพิจารณาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษา ซึ่งเป็นองค์คณะ ในการพิจารณาคดีนั้น ไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้

(1) ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกา หรือรองประธานศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย

(2) ในศาลอุทธรณ์ หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค  หรือรองประธานศาลอุทธรณ์  รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค หรือผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์ หรือศาลอุทธรณ์ภาค ซึ่งประธานศาลอุทธรณ์ หรือ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี มอบหมาย

(3) ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้นซึ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี มอบหมาย

ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่างๆตามมาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 13 มีอำนาจตาม

(1) (2) และ (3) ด้วย

มาตรา 29     ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษา ซึ่งเป็นองค์คณะ ในการพิจารณาคดีนั้น ไม่อาจจะทำคำพิพากษา ในคดีนั้นต่อไปได้ ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้ มีอำนาจลงลายมือชื่อ ทำคำพิพากษา  และ เฉพาะในศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค และศาลชั้นต้น มีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วยทั้งนี้   หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว

(1)ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกาหรือรองประธานศาลฎีกา

(2)ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธานศาลอุทธรณ์ประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี

                   ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแล้วแต่กรณี

                   ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่างๆ ตามมาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 13 มีอำนาจตาม(1) (2)และ (3) ด้วย

มาตรา 30     เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา 28 และมาตรา 29 หมายถึง กรณีที่ ผู้พิพากษา ซึ่งเป็นองค์คณะ นั่งพิจารณาคดีนั้น พ้นจาก ตำแหน่งที่ดำรงอยู่ หรือถูกคัดค้าน และถอนตัวไป หรือไม่อาจปฏิบัติราชการ จนไม่สามารถนั่งพิจารณาหรือทำคำพิพากษาในคดีนั้นได้

มาตรา 31     เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา 28 มาตรา 29 นอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 แล้วให้หมายความรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

                   กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาแล้วเห็นว่า ควรพิพากษายกฟ้อง แต่คดีนั้น มีอัตราโทษ ตามที่กฎหมายกำหนด เกินกว่าอัตราโทษตามมาตรา 25 (5)

                   กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียว พิจารณาคดีอาญาตามมาตรา 25 (5) แล้วเห็นว่าควร พิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือน หรือ ปรับเกิน หนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุก หรือปรับนั้นอ  ย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างเกินอัตราดังกล่าว

                   กรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งคดีแพ่งเรื่องใดของศาลนั้นจะต้องกระทำโดยองค์คณะซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาหลายคน และ ผู้พิพากษา ในองค์คณะนั้น มีความเห็นแย้งกัน จนหาเสียงข้างมากมิได้

                   กรณีที่ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีแพ่งตามมาตรา 25 (4) ไปแล้ว ต่อมา ปรากฎว่า ราคาทรัพย์สิน ที่พิพาท หรือจำนวนเงินที่ฟ้อง เกินกว่า อำนาจ พิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียว

หมวด 4

การจ่าย การโอน และการเรียกคืนสำนวนคดี

มาตรา 32     ให้ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค

                   อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีในแต่ละศาล แล้วแต่กรณี รับผิดชอบใน การจ่ายสำนวนคดี ให้แก่องค์คณะผู้พิพากษาในศาลหรือในแผนกคดีนั้น โดยให้ ปฏิบัติตาม หลักเกณฑ์ และ วิธีการ ที่กำหนด โดยระเบียบ ราชการฝ่ายตุลาการ ของศาลยุติธรรม

                   การออกระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรมตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึง ความเชี่ยวชาญ และ ความเหมาะสม ขององค์คณะผู้พิพากษา ที่จะรับผิดชอบ สำนวนคดีนั้น รวมทั้งปริมาณคดี ที่องค์คณะผู้พิพากษาแต่ละองค์คณะ ต้องรับผิดชอบ

มาตรา 33     การเรียกคืนสำนวนคดีหรือการโอนสำนวนคดีซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบขององค์คณะผู้พิพากษาใด ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จะกระทำได้ ต่อเมื่อ เป็นกรณีที่จะกระทบกระเทือน ต่อความยุติธรรม ในการพิจารณา หรือ พิพากษาอรรถคดี ของศาลนั้น และรองประธานศาลฎีกา รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุด ในศาลจังหวัด หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลแขวง แล้วแต่กรณี ที่มิได้เป็นองค์คณะในสำนวนคดีดังกล่าวได้เสนอความเห็นให้กระทำได้

                   ในกรณีที่รองประธานศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลจังหวัด หรือ ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุด ในศาลแขวง แล้วแต่กรณี ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้น ให้รองประธานศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาที่มีอาวุโสถัดลงมา ตามลำดับ ในศาลนั้น เป็นผู้มีอำนาจ ในการเสนอ ความเห็นแทน ในกรณีที่ รองประธานศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น มีหนึ่งคนและในกรณีที่รองประธานศาลอุทธรณ์ รองประธาน ศาลอุทธรณ์ภาค ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ หรือได้เข้าเป็นองค์คณะในสำนวนคดีที่เรียกคืนหรือโอนนั้น ให้ผู้พิพากษา ที่มีอาวุโสสูงสุด ของศาลนั้น เป็นผู้มีอำนาจในการเสนอความเห็น

                ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจในการเสนอความเห็นตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง

                ในกรณีที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน หรือ องค์คณะผู้พิพากษา มีคดี ค้างการพิจารณา อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ การพิจารณาพิพากษาคดี ของศาลนั้น ล่าช้าและผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน หรือ องค์คณะผู้พิพากษานั้น ขอคืนสำนวนคดี ที่ตนรับผิดชอบอยู่ ให้ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี มีอำนาจ รับคืนสำนวนคดี   ดังกล่าว และ โอนให้ผู้พิพากษา หรือ องค์คณะผู้พิพากษาอื่นในศาลนั้นรับผิดชอบแทนได้

ผู้รับสนองพระราชโองการ

         ชวน หลีกภัย

        นายกรัฐมนตรี

work permits  /  labor laws /  about usmain page  /  home

ภาษาไทย / ENGLISH / หน้าแรก

email us


ถ้าเหนื่อยๆ ก็ click ที่ web สบายๆ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น