สารบัญบทบัญญัติทั่วไป |
สาระสำคัญบทบัญญัติทั่วไป1.เงินประกัน ( มาตรา 10 )นายจ้างจะเรียก หรือ รับเงินประกัน การทำงาน หรือเงินประกัน ความเสียหาย ในการทำงาน จากลูกจ้างไม่ได้ ยกเว้น โดยลักษณะ หรือ สภาพของงาน ของลูกจ้าง ต้องรับผิดชอบ เกี่ยวกับ การเงิน หรือ ทรัพย์สินของลูกจ้าง 2.การโอนการจ้าง ( มาตรา 13 )กรณีที่มีการเปลี่ยนตัวนายจ้าง เนื่องจาก การโอนการจ้าง ไม่ว่ากรณีใดๆ นายจ้างใหม่ จำต้องรับไปทั้ง สิทธิและหน้าที่ ที่ลูกจ้างเคยมีต่อนายจ้างเดิม ทั้งหมดทุกประการ หลักเกณฑ์การทำงาน1.เวลาทำงานปกติ ( มาตรา 23 )เวลาทำงานปกติแบ่งตามประเภทของงานดังนี้
นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักอย่างน้อย วันละ 1 ชั่วโมง หลังจาก การทำงาน มาแล้วไม่เกิน 5 ชั่วโมง ติดต่อกัน แต่นายจ้างและลูกจ้าง อาจตกลงกันล่วงหน้า ให้มีเวลาพัก ครั้งหนึ่งน้อยกว่า 1 ชั่วโมงก็ได้ แต่เมื่อรวมแล้ว ต้องไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชั่งโมง 3.วันหยุดประจำสัปดาห์ ( มาตรา 28 )นายจ้างต้องจัดให้ ลูกจ้างมีวันหยุด ประจำสัปดาห์ ไม่น้อยกว่า สัปดาห์ละ 1 วัน โดยจะต้องมี ระยะเวลาห่างกัน ไม่เกิน 6 วัน และจะตกลงกัน ให้วันใดเป็นวันหยุด ประจำสัปดาห์ก็ได้ ในงานบางประเภท ( ตามที่กฎหมายกำหนด ) น นายจ้าง และลูกจ้าง อาจตกลงกัน สะสมวันหยุดประจำสัปดาห์ และเลื่อนไปหยุดเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องอยู่ใน ระยะเวลา 4 สัปดาห์ติดต่อกัน 4.วันหยุดตามประเพณี ( มาตรา 29 )นายจ้างต้อง จัดให้ลูกจ้าง มีวันหยุดตาม ประเพณี ไม่น้อยกว่า ปีละ 13 โดยรวมวันแรงงานแห่งชาติด้วย 5.วันหยุดพักผ่อนประจำปี ( มาตรา 30 )ลูกจ้าง ซึ่งทำงาน ติดต่อกันมาแล้ว ครบ 1 ปี มีสิทธิหยุด พักผ่อนประจำปีได้ ( โดยได้รับค่าจ้าง ) ไม่น้อยว่า ปีละ 6 วันทำงาน 6.วันลาป่วย ( มาตรา 32 และ 57 )ลูกจ้าง มีสิทธิลาป่วยได้ เท่าที่ป่วยจริง โดยมีสิทธิได้รับค่าจ้าง ในระหว่าง ที่ลานั้นด้วย แต่นายจ้าง ไม่จำต้องจ่ายค่าจ้างให้เกินกว่า ปีละ 30 วัน 7.ลาคลอด ( มาตรา 41 และ 59 )ลูกจ้างหญิง
มีสิทธิลา
เพื่อการคลอดบุตร
ครรภ์ละไม่เกิน
90 วัน
โดยให้นับ
วันหยุด
ในระหว่าง
การลานั้นด้วย 8.ลาเพื่อรับราชการทหาร ( มาตรา 35 และ 58 )ลูกจ้าง มีสิทธิลา เพื่อรับราชการทหาร โดยได้รับค่าจ้าง ตลอกระยะเวลา ที่ลานั้น แต่ไม่เกินปีละ 60 วัน 9.อัตราค่าจ้าง ( มาตรา 9, 54, 55 และ 90 ) นายจ้างต้อง จ่ายค่าจ้าง ไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และ ต้องจ่ายเป็นเงินไทย ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้าง และต้องจ่ายภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ มิฉะนั้น นายจ้าง มีหน้าที่ ต้องเสียดอกเบี้ย ให้แก่ลูกจ้างในระหว่าง ผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี นอกจากนี้ ถ้าลักษณะการผิดนัดนั้น เป็นการจงใจ โดยปราศจาก เหตุผลอันสมควร ให้นายจ้าง เสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่าย ทุกระยะเวลา 7 วัน 10.ค่าล่วงเวลา และ ค่าทำงานในวันหยุด ( มาตรา 61, 62 และ 63 ) ในกรณีที่ ลูกจ้างทำงาน นอกเหนือจากวัน และหรือ เวลาทำงานปกติ ลูกจ้าง มีสิทธิได้รับ ค่าจ้างเพิ่มขึ้น จากปกติ เรียกว่า ค่าล่วงเวลา และ ค่าทำงานในงานหยุด ซึ่งมีหลักเกณฑ์ดังนี้
อนึ่ง ลูกจ้าง บางประเภท ถูกจำกัดสิทธิในการได้รับค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด ได้แก่
นายจ้างต้อง จัดสวัสดิการ และ อุปกรณ์เกี่ยวกับ ความปลอดภัย ในการทำงาน ให้แก่ลูกจ้าง ตามหลักเกณฑ์ และ วิธีการ ที่กำหนด ในกฎกระทรวง ฯ 2.ค่าทดแทนกรณีที่ลูกจ้าง ประสบอันตราย หรือ เจ็บป่วย เนื่องจากการทำงาน ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ ค่าทดแทนตามอัตรา และ หลักเกณฑ์ ตามกฎหมาย ว่าด้วยเงินทดแทน ผู้รับผิดชอบ จ่ายเงินทดแทน ให้แก่ลูกจ้าง แยกเป็น 2 กรณี
นายจ้าง ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ คน มีหน้าที่ ส่งเงินสมทบ เข้ากองทุน ประกันสังคม ร่วมกับ ลูกจ้าง และ รัฐบาล ตามอัตรา และ หลักเกณฑ์ตามที่ กฎหมายกำหนด ในกรณีที่ ลูกจ้างประสบอันตราย หรือ เจ็บป่วย ที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน ( นอกงาน ) ลูกจ้างมีสิทธิ ได้รับเงินทดแทน จากกองทุน ประกันสังคม ตามอัตรา ที่กฎหมายกำหนด ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานนายจ้าง ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไป มีหน้าที่ต้องจัดให้มี ระเบียบ หรือ ข้อบังคับเกี่ยวกับ การทำงาน ซึ่งอย่างน้อย ต้องมีรายละเอียด เกี่ยวกับรายการ ดังต่อไปนี้( มาตรา 108 )
นายจ้างต้องประกาศ ใช้ระเบียบหรือ ข้อบังคับดังกล่าว ภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างครบ 10 คนขึ้นไป และ ต้องส่งสำเนา ระเบียบดังกล่าวให้อธิบดีภายใน 7 วันนับแต่วันประกาศใช้ การพักงาน การเลิกจ้างและ ค่าชดเชย1.การพักงาน ( มาตรา 116 )ในกรณีที่นายจ้างทำการสอบสวนลูกจ้างซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ห้ามนายจ้าง สั่งพักงานลูกจ้าง ยกเว้น มีข้อบังคับเกี่ยวกับ การทำงาน หรือ ข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้าง ให้อำนาจ นายจ้าง สั่งพักงานลูกจ้างได้ แต่อย่างไรก็ดี ห้ามนายจ้าง สั่งพักงาน ลูกจ้างเกิน 7 วัน 2.การเลิกจ้างและค่าชดเชย ( มาตรา 118 )การจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างแน่นอน ถ้านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด นายจ้างมีหน้าที่ดังนี้ ( 1 ) บอกกล่าวล่วงหน้า เพื่อการเลิกจ้าง แต่ถ้านายจ้าง ประสงค์ให้ลูกจ้าง ออกจากงานทันที หรือ ไม่ได้บอกกล่าว ล่วงหน้าไว้ก่อน นายจ้างต้องจ่าย สินจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้า เพื่อเลิกจ้าง เป็นจำนวนเงิน ไม่น้อยกว่า จำนวนค่าจ้างที่ต้อง จ่ายในคราวนั้น ( กรณีจ่ายค่าจ้างทุก วันสิ้นเดือนต้อง บอกกล่าวก่อนถึง วันสิ้นเดือน หรือ จ่ายสินจ้างแทนการ บอกกล่าว ไม่น้อยกว่าเงินเดือน ) กรณีจ่ายค่าจ้างทุก 15 วัน ต้องบอกกล่าว ก่อนถึงกำหนดจ่ายเงินคราวนั้น หรือ จ่ายสินจ้างแทน การบอกกล่าว ไม่น้อยกว่า เงินค่าจ้าง 15 วัน ) ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ) ( 2 ) จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ดังนี้
( 3 ) เหตุที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ( มาตรา 119 )
กรณีที่นายจ้างเลิกจ้าง เพราะเหตุ การปรับปรุง หน่วยงาน การผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องจาก การนำเครื่องจักร มาใช้ ซึ่งเป็นเหต ุให้ต้องลด จำนวนลูกจ้าง นายจ้าง ต้องแจ้ง การเลิกจ้าง ดังกล่าว ให้ลูกจ้าง และพนักงาน ตรวจแรงงาน ทราบล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 60 วันก่อนการเลิกจ้าง มิฉะนั้น นายจ้าง จะต้อง จ่ายค่าชดเชยพิเศษ แทนการบอกกล่าว ล่วงหน้านั้น ( ค่าจ้าง อัตราสุดท้าย 60 วัน ) เพิ่มขึ้น จากค่าชดเชย ธรรมดา แต่อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ นายจ้างต้อง จ่ายค่าชดเชยพิเศษแล้ว ให้ถือว่า นายจ้างได้จ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงกน้าเ พื่อเลิกจ้างตาม ประมวล กฎหมายแพ่ง และ พาณิชย์ แล้ว อนึ่ง การเลิกจ้าง เพราะเหตุ การปรับปรุง หน่วยงานการผลิต ฯ ถ้าลูกจ้างนั้น ทำงานติดต่อกัน เกิน 6 ปี ขึ้นไป ให้นายจ้าง จ่ายค่าชดเชยพิเศษ เพิ่มขึ้นจาก ค่าชดเชยธรรมดา ไม่น้อยกว่า ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วัน ต่อการทำงาน ครบ 1 ปี แต่ค่าชดเชยพิเศษนี้ รวมกันแล้ว ต้องไม่เกิน 360 วัน |
work permits / labor laws / about us / main page / home
ภาษาไทย
/ ENGLISH / หน้าแรก
email
us
![]()
ถ้าเหนื่อยๆ
ก็ click ที่
web สบายๆ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นv