พระราชบัญญัติ

แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๑๗)

พ.ศ. ๒๕๔๒


ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๒
เป็นปีที่ ๕๔ ในรัชกาลปัจจุบัน

         พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
         โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
         พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๖ และมาตรา ๔๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้ กระทำได้ โดยอาศัยอำนาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
         จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตรา พระราชบัญญัติ ขึ้นไว้ โดยคำแนะนำ และ ยินยอมของ รัฐสภา ดังต่อไปนี้

         มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า " พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติม ประมวล กฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง  (ฉบับที่.....) พ.ศ........."

         มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้  ให้ใช้บังคับเมื่อ พ้นกำหนด หนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่ วันประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

         มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
         "มาตรา ๒๐ ไม่ว่าการพิจารณาคดีจะได้ดำเนินไปแล้วเพียงใด ให้ศาล มีอำนาจที่จะ  ไกล่เกลี่ยให้ คู่ความได้ตกลงกัน หรือประนีประนอมยอมความกันใน ข้อที่พิพาทนั้น"

         มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๐ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
         "มาตรา ๒๐ ทวิ เพื่อประโยชน์ในการไกล่เกลี่ย เมื่อศาลเห็นสมควร  หรือ เมื่อ คู่ความ ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ร้องขอ ศาลจะสั่งให้ดำเนินการ เป็นการลับเฉพาะ ต่อหน้าตัวความ ทุกฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยจะให้มีทนายความอยู่ด้วยหรือไม่ก็ได้
         เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ ศาลอาจ แต่งตั้ง บุคคล หรือ คณะบุคคล เป็นผู้ประนีประนอมเพื่อช่วยเหลือศาล ในการไกล่เกลี่ย ให้คู่ความได้ประนีประนอมกัน
         หลักเกณฑ์และวิธีการในการไกล่เกลี่ยของศาล การแต่งตั้ง ผู้ประนีประนอม รวมทั้ง อำนาจหน้าที่ ของผู้ประนีประนอม ให้เป็นไปตามที่กำหนด ในกฎกระทรวง"

         มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความใน (๑) ของมาตรา ๑๓๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
         "(๑) เมื่อโจทก์ทิ้งฟ้อง ถอนฟ้อง หรือไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๗๔ มาตรา ๑๗๕ และ มาตรา ๑๙๓ ทวิ"

         มาตรา ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๙๐ ทวิ มาตรา ๑๙๐ ตรี และมาตรา ๑๙๐ จัตวา แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
         "มาตรา ๑๙๐ ทวิ ในคดีมโนสาเร่ ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามบทบัญญัติในหมวดนี้
         "มาตรา ๑๙๐ ตรี ในคดีมโนสาเร่ ให้ศาลมีอำนาจ ที่จะออกคำสั่ง ขยายหรือย่น ระยะเวลาตาม ที่กำหนดไว้ใน ประมวลกฎหมายนี้ หรือ ตามที่ศาล ได้กำหนดไว้ หรือระยะเวลา ที่เกี่ยวด้วย วิธีพิจารณาความแพ่ง อันกำหนดไว้ในกฎหมายอื่น  เพื่อให้ดำเนิน หรือ มิให้ดำเนินกระบวนพิจารณา ใด ๆ ก่อนสิ้นระยะเวลานั้นได้ เมื่อมีความจำเป็น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
         "มาตรา ๑๙๐ จัตวา ในคดีมโนสาเร่ ให้โจทก์ เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเท่ากับจำนวนค่าขึ้นศาลที่เรียกเก็บในคดีที่มีคำขอให้ ปลดเปลื้องทุกข์ อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้    ค่าขึ้นศาลในศาลอุทธรณ์หรือฎีกานั้น ให้ผู้อุทธรณ์  หรือผู้ฎีกาเสีย ตามจำนวนทุนทรัพย์ หรือราคา ทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา แล้วแต่กรณี"

         มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
         "มาตรา ๑๙๑ วิธีฟ้องคดีมโนสาเร่นั้น โจทก์อาจ ยื่นคำฟ้อง เป็นหนังสือ หรือมาแถลงข้อหา ด้วยวาจา ต่อศาลก็ได้ ในกรณีที่ โจทก์ยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือ  หากศาลเห็นว่า คำฟ้องดังกล่าว ไม่ถูกต้อง หรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง  ศาลอาจมีคำสั่ง ให้โจทก์ แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้น  ให้ถูกต้อง หรือชัดเจน ขึ้นก็ได้  ถ้าโจทก์มาแถลง ข้อหาด้วยวาจา ดังกล่าวแล้ว ให้ศาลบันทึกรายการแห่งข้อหาเหล่านั้นไว้ อ่านให้โจทก์ฟัง  แล้วให้โจทก์ ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ"

         มาตรา ๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสี่ และวรรคห้า ของมาตรา ๑๙๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
         "ในกรณีที่จำเลย ฟ้องแย้งเข้ามา ในคดีมโนสาเร่ และฟ้องแย้งนั้นมิใช่คดีมโนสาเร่ หรือ  ในกรณีที่ ศาลมีคำสั่งให้ พิจารณาคดีสามัญ รวมกับ คดีมโนสาเร่ ให้ศาล ดำเนินการ พิจารณาคดีมโนสาเร่  ไปอย่างคดีสามัญ  แต่เมื่อศาลพิจารณาถึงจำนวนทุนทรัพย์   ลักษณะคด ี สถานะของคู่ความ หรือ เหตุสมควร ประการอื่นแล้วเห็นว่า การนำ บทบัญญัติ ในหมวดนี้ ไปใช้บังคับแก่คดี ในส่วนของฟ้องแย้ง หรือ คดีสามัญเช่นว่านั้นจะทำให้การ ดำเนินคดี เป็นไปด้วยความรวดเร็ว และ เป็นธรรมแก่ฝ่ายคู่ความทุกฝ่าย ก็ให้ศาลมี  อำนาจพิจารณาคดี   ในส่วนของฟ้องแย้ง หรือคดีสามัญนั้น อย่าง คดีมโนสาเร่ได้
         คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งของศาลตามวรรคสี่ ไม่กระทบถึง ค่าขึ้นศาล ที่คู่ความ แต่ละฝ่าย ต้องชำระอยู่ก่อน ที่ศาลจะมีคำสั่งเช่นว่านั้น"

   มาตรา ๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙๓ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
         "มาตรา ๑๙๓ ในคดีมโนสาเร่ ให้ศาลกำหนด วันนัดพิจารณา โดยเร็ว และออกหมายเรียก ไปยังจำเลย ในหมายนั้น ให้จดแจ้งประเด็น แห่งคดี และจำนวนทุนทรัพย์ หรือราคาที่เรียกร้อง  และข้อความว่าให้จำเลยมาศาล เพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานในวันเดียวกัน และให้ศาล สั่ง ให้โจทก์ มาศาล ในวันนัดพิจารณานั้นด้วย
         ในวันนัดพิจารณา เมื่อโจทก์ และ จำเลยมาพร้อมกันแล้ว ให้ศาลไกล่เกลี่ย ให้คู่ความ  ได้ตกลงกัน หรือประนีประนอมยอมความกัน  ในข้อที่  พิพาทนั้นก่อน
                    ถ้าคู่ความไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้ และ  จำเลย ยังไม่ได้ยื่น คำให้การ ให้ศาลสอบถามคำให้การของจำเลย โดยจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือ หรือ  จะให้การ ด้วยวาจาก็ได้
           ในกรณียื่นคำให้การเป็นหนังสือให้นำมาตรา ๑๙๑ วรรคสอง มาใช้บังคับอนุโลม ในกรณีให้การด้วยวาจา ให้ศาลบันทึกคำให้การรวมทั้งเหตุแห่งการนั้นไว้ อ่านให้จำเลยฟัง แล้วให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ
         ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคสาม ให้ศาล มีอำนาจใช้ ดุลพินิจ มีคำสั่ง ไม่ยอมเลื่อนเวลา ให้จำเลย ยื่นคำให้การ และดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป โดยถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ"

         มาตรา ๑๐ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๙๓ ทวิ มาตรา ๑๙๓ ตรี มาตรา ๑๙๓ จัตวา และมาตรา ๑๙๓ เบญจ แห่งประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
         "มาตรา ๑๙๓ ทวิ ในคดีมโนสาเร่ เมื่อโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลตามมาตรา ๑๙๓ แล้วไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดี หรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ถือว่า โจทก์ไม่ประสงค ์ จะดำเนินคดีต่อไป ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ
         เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้มาศาลตามมาตรา ๑๙๓ แล้วไม่มา ในวันนัด พิจารณา โดยมิได้ร้อง  ขอเลื่อนคดี   หรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ถือว่า จำเลย  ขาดนัดพิจารณา  และให้บังคับตามมาตรา ๒๐๒ และถ้าจำเลย ไม่ได้ยื่นคำให้การก่อน  หรือ ในวันนัดดังกล่าวให้ถือว่า จำเลยขาดนัดยื่นคำ ให้การด้วย
         มาตรา ๑๙๓ ตรี เมื่อศาลได้รับคำให้การของจำเลยตามมาตรา ๑๙๓ วรรคสาม หรือจำเลยตกเป็นผู้ขาดนัดยื่นคำให้การตามมาตรา ๑๙๓ วรรคสี่ หรือมาตรา ๑๙๓ ทวิ แล้ว ให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปโดยเร็ว โดยจะกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานมาสืบก่อนหรือหลัง ก็ได้ และให้ศาลสอบถามคู่ความฝ่ายที่จะต้องนำพยานเข้าสืบว่าประสงค์จะอ้างอิงพยานหลักฐานใดแล้วบันทึกไว้หรือสั่งให้คู่ความจัดทำบัญชีระบุพยาน ยื่นต่อศาลภายในระยะเวลาตามที่เห็นสมควร
         มาตรา ๑๙๓ จัตวา ในคดีมโนสาเร่ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมให้ศาลมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร
         ในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้างหรือที่ศาลเรียกมาเองให้ศาลเป็นผู้ซักถามพยานก่อน เสร็จแล้วจึงให้ตัวความหรือ ทนายความซักถามเพิ่มเติมได้
         ให้ศาลมีอำนาจซักถามพยานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคดีแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างก็ตาม
         ในการบันทึกคำเบิกความของพยาน เมื่อศาลเห็นสมควรจะบันทึกข้อความแต่โดยย่อก็ได้ แล้วให้พยานลงลายมือชื่อไว้
         มาตรา ๑๙๓ เบญจ ในคดีมโนสาเร่ ให้ศาลนั่งพิจารณาคดีติดต่อกันไปโดยไม่ต้องเลื่อน เว้นแต่มีเหตุจำเป็น ศาลจะมีคำสั่งเลื่อนได้ ครั้งละไม่เกินเจ็ดวัน"

         มาตรา ๑๑ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่ง และวรรคสอง ของมาตรา ๑๙๖ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๓๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
         "มาตรา ๑๙๖ ในคดีสามัญซึ่งโจทก์ฟ้องเพียงขอให้ชำระเงินจำนวนแน่นอนตามตั๋วเงินซึ่งการรับรองหรือการชำระเงินตามตั๋วเงินนั้น ได้ถูกปฏิเสธ หรือ ตามสัญญา เป็นหนังสือ ซึ่งปรากฏ ในเบื้องต้น ว่าเป็นสัญญา อันแท้จริง มีความสมบูรณ์ และบังคับได้ ตามกฎหมาย โจทก์จะยื่นคำขอ โดยทำเป็นคำร้องต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องขอให้ศาลพิจารณาคดีนั้นโดยรวบรัดก็ได้
         ถ้าศาลเห็นว่าคดีนั้นปรากฏในเบื้องต้นว่าเป็นคดีไม่ยุ่งยาก ไม่ว่าโจทก์จะได้ยื่นคำขอตามวรรคหนึ่งหรือไม่ ก็ให้ศาลมีคำสั่งให้นำบทบัญญัติ ในหมวดนี้ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ เว้นแต่มาตรา ๑๙๐ จัตวา มาใช้  บังคับแก่  คดีเช่นว่านั้น ได้ภายในบังคับต่อไปนี้
         (๑) ให้ศาลออกหมายเรียกไปยังจำเลย แสดงจำนวนเงินที่เรียกร้องและเหตุแห่งการเรียกร้อง และ  ให้จำเลย มาศาล  และให้การในวันใด วันหนึ่ง ตามที่ ศาลเห็นสมควร กำหนดโดย มิให้เป็นการเสียหายแก่การต่อสู้คดี
         (๒) ถ้าจำเลยมาศาล ให้ศาลจดคำแถลงของจำเลยลงไว้ในรายงานพิสดาร และ ถ้าศาล ได้พิจารณาคำแถลง และ คำให้การ ของจำเลยแล้ว เห็นว่าจำเลยไม่มีเหตุ ต่อสู้คดีนั้น ก็ให้ศาล พิจารณาพิพากษาคดีนั้น โดยเร็วเท่าที่พึงกระทำได้ แต่ถ้า ปรากฏต่อศาลว่า จำเลยอาจ มีข้อต่อสู้ อันสมควร ก็ให้ ศาลดำเนินการพิจารณาไป โดยไม่ชักช้า และ ฟังพยานหลักฐาน ทั้งสองฝ่าย ก่อนพิพากษา
         (๓) ถ้าจำเลย  ได้รับหมายเรียก ของศาลแล้ว ไม่มาศาลตามกำหนด นัดให้ศาล มีคำสั่ง โดยไม่ชักช้า ว่าจำเลย ขาดนัดพิจารณา แล้วให้ศาล พิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวและพิพากษาโดยเร็วเท่าที่พึงกระทำได้"

         มาตรา ๑๒ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๑๙๘ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
         "มาตรา ๑๙๘ ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๙๓ วรรคสี่ และมาตรา ๑๙๓ ทวิ วรรคสอง ถ้าจำเลย ขาดนัดยื่นคำให้การ  ให้โจทก์ มีคำขอต่อศาล ภายในสิบห้าวัน นับแต่ระยะเวลา ที่กำหนด ให้จำเลยยื่นคำให้การ ได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาล มีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัด คำขอเช่นว่านี้ให้ถือว่า โจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป"

         มาตรา ๑๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๗๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
                   "มาตรา ๒๗๒ ถ้าศาลได้พิพากษาหรือมีคำสั่งอย่างใดซึ่งจะต้องมีการบังคับคดี ก็ให้ศาล มีคำบังคับ กำหนดวิธี ที่จะปฏิบัติตามคำบังคับ ในวันที่อ่านคำพิพากษา หรือคำสั่ง และให้เจ้าพนักงานศาล ส่งคำบังคับนั้น ไปยังลูกหนี้ ตามคำพิพากษา เว้นแต่ ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้อยู่ในศาล ในเวลาที่ศาลมีคำสั่งบังคับนั้น และ ศาลได้สั่งให้ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ"

         มาตรา ๑๔ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๒๗๓ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
         "มาตรา ๒๗๓ ถ้าในคำบังคับได้กำหนดให้ใช้เงิน หรือ ให้ส่งทรัพย์สิน หรือ ให้กระทำการ หรือ งดเว้นกระทำการอย่างใด ๆ  ให้ศาลระบุไว้ ในคำบังคับนั้น โดยชัดแจ้ง  ซึ่งระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ  อันจะต้องใช้เงิน  ส่งทรัพย์สิน กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการใด ๆ นั้น แต่ถ้าเป็น คดีมโนสาเร่ ศาลไม่จำต้อง ให้เวลาแก่ลูกหนี้ ตามคำพิพากษา เกินกว่าสิบห้าวัน ในอันที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น"

         มาตรา ๑๕ ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๒๗๖ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
         "ในกรณีออกหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ ถ้าศาลสงสัยว่าไม่สมควรยึดทรัพย์สินนั้น ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้ขอยึด วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้ตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรในเวลาที่ออกหมายก็ได้ เพื่อป้องกัน การบุบสลาย หรือสูญหาย อันจะพึงเกิดขึ้น เนื่องจาก การยึดทรัพย์ผิด"

         มาตรา ๑๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสามของมาตรา ๒๗๗ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
         "ในคดีมโนสาเร่ หากศาลเห็นเป็นการสมควร ศาลจะออกหมายเรียก ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลอื่นมาไต่สวน เกี่ยวกับทรัพย์สินของ ลูกหนี้ตามคำพิพากษาก่อนออกหมายบังคับคดี แล้วจดแจ้งผลการไต่สวนไว้ในหมายบังคับคดีด้วยก็ได้"

         มาตรา ๑๗ พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้ใช้กฎหมายที่ใช้ บังคับอยู่ในวันที่ยื่นฟ้องนั้นบังคับแก่คดีดังกล่าวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

         มาตรา ๑๘ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระราชโองการ

         ชวน หลีกภัย

        นายกรัฐมนตรี

work permits  /  labor laws /  about usmain page  /  home

ภาษาไทย / ENGLISH / หน้าแรก

email us


ถ้าเหนื่อยๆ ก็ click ที่ web สบายๆ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น